Unnop ปัญหาคุณแม่ลูกเดี่ยวขาดเพื่อนเล่นในวัยเดียวกัน โดย Sajin Prachason

by Unnop on Dec 20, 2012


ถาม :

ตอนนี้กำลังสับสนมาก ...ขอคำแนะนำหน่อยจากพ่อแม่ HS ลูกเดี่ยวหน่อยคะ ประเด็นคือ เรื่องการมีกลุ่มเพื่อนของเด็กคะว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ในโรงเรียนแค่ไหน (เหมือนว่าถ้าเขาได้เข้ากลุ่มเรียน เขาจะเรียนรู้จากกันและกันได้มากกว่าการเรียนรู้คนเดียว) และถ้าเขาไม่มีกลุ่มเพื่อนที่เจอประจำมากพอ เด็กจะรู้สึกว่าขาดเพื่อนหรือเปล่า

...คือ ลูกสาวจะสามขวบต้นปีหน้าหน่ะคะ แต่พอลูกยิ่งโต เราเริ่มรู้สึกว่าเขาอยากมีเพื่อนมากขึ้น ทุกวันนี้ลูกก็เจอปู่ย่าตายาย และญาติพี่น้อง และคนอื่นๆ สังคมไม่ขาดคะ แต่รุ่นเดียวกันนี่สิ หายากหน่อย มีนัดเจอกันบ้างแต่ว่าไม่เป็นประจำ เห็นเด็กแถวบ้านมีญาติพี่น้องเล่นด้วยกันสนุก เห็นลูกดูตาละห้อย เหมือนอยากจะเข้าไปเล่นด้วย (ปกติก็เล่นกันอยู่ แต่ถ้าเขามีพี่น้องมา เขาจะไม่ค่อยสนใจลูกเราหน่ะคะ แต่ว่าเราอาจจะคิดไปเองก็ได้) 
 
คิดกลับไปกลับมาเป็นร้อยๆรอบแล้วว่าตกลงจะส่งลูกเข้าโรงเรียนดีไหม อยากใช้เวลากับเขา อยากเรียนรู้ไปกับเขา แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นหญิงแก่ เล่นกับเราคงไม่สนุกเท่าไร และยิ่งตอนนี้อารมณ์ลูกสาวก็เปลี่ยนมากพอใกล้จะสามขวบ กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ได้ดั่งใจก็ร้องงอแง จนเราเครียดไปเลย ถ้าอยู่โรงเรียนอาจจะหายดื้อ
 
(อันนี้ขอแชร์และแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมนะคะ) คือ จากเรื่องที่กลุ้มใจอยู่นี้่ ทำให้รู้สึกว่าการทำ Hs นี่ ยากจังเลยนะคะ ขึ้นอยู่กับทรัพยากร เครือข่ายและแรงสนับสนุนทีี่แต่ละครัวเรือนจะหาได้จริงๆ ใจคิดว่าถ้าสังคมมองว่า HS ดีจริง ครอบครัวที่อยากจะทำการศึกษาแนวนี้น่าจะได้รับการสนับสนุนมากกว่านี้ในหลายๆเรื่องจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานเอกชน คือ ลองเทียบจากงานที่ตัวเองทำเรื่องเกษตรหน่ะคะ คนที่จะเปลี่ยนมาทำเกษตรไม่ใช้สารเคมีนี่ยังมีหน่วยงานสนับสนุนเยอะ เรื่องทรัพยากร เรื่องเครือข่าย มีอบรมอะไรเยอะแยะ ฯลฯ แต่ HS นี่ดูเหมือนจะโดดเดี่ยวจัง อาจจะรวมถึงการศึกษาทางเลือกแนวอื่นๆด้วย

Sajin Prachason ที่ถามหาครอบครัวที่มีลูกคนเดียวเพราะเห็นว่าครอบครัวฝรั่งหลายครอบครัวที่ทราบมีลูกมากกว่า 1 คนขึ้นไป บางคนมี 6-7 คนด้วยซ้ำ ทำ HS ยังไงก็ไม่ขาดเพื่อนอยู่แล้วเพราะมีพี่น้องเป็นเพื่อน แต่เรามีลูกคนเดียว เลยกังวลคะ
December 8 at 11:55pm · Unlike · 1
 
Sajin Prachason เวลาพูดถึงโรงเรียน เราหมายถึงโรงเรียนทางเลือกที่ถูกใจพ่อแม่นะคะ ซึ่งก็น่าจะดีกว่าโรงเรียนในระบบกระแสหลักเยอะ
December 9 at 12:01am · Like
ตอบ : 
Unnop Sricharoenchai ยาวแน่ อันนี้ 
December 9 at 2:49am via mobile · Unlike · 6

Unnop Sricharoenchai ถือว่าเราลูกเดี่ยวละกัน เพราะตัวเล็กทิ้งห่างมาก เด็กทุกคนอยากเล่นและอยากมีเพื่อนเล่น นั่นถูกอย่างนึง แต่ไม่ได้หมายความว่าไปโรงเรียนแล้วจะได้เล่นตลอดเวลานี่ครับ ต้องคิดตรงนี้ให้ดีๆ
December 9 at 3:48am · Edited · Like · 8
 
Unnop Sricharoenchai เรื่องเพื่อน เด็กก็ชอบถ้ามีเพื่อน แต่ถ้าไม่มีพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ ก็ไม่เอาเหมือนกันครับ เว้นเสียจากโดนบังคับจนเคยชินว่าต้องไปโรงเรียน ก็จำใจทำไปตามความเคยชิน แบบเสียมิได้
December 9 at 3:49am · Like · 4
 
Unnop Sricharoenchai พาไปเล่นกับเด็กวัยเดียวกันบ้าง ทำบ้าง แต่ไม่ใช่ทุกวันเหมือนไปโรงเรียนนะครับ อันนั้นผมรู้สึกว่ามากไป ถ้าเลือกได้ผมอยากให้มีวันไปโรงเรียน 2-3 วัน ต่อสัปดาห์พอแล้ว แต่โรงเรียนแบบนั้นมันไม่มี การไปโรงเรียนจึงเป็นทางเลือกที่สุดโต่งเกินไป ให้เค้าอยู่กับตัวเองคนเดียวบ้างดีกว่า ผมมองเวลาเค้าอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกว่าสมาธิดีมากๆ อยู่กับคนอื่นมากไปก็พล่านเหมือนกัน
December 9 at 3:54am · Like · 15
 
Unnop Sricharoenchai สำหรับผมแล้ว HS ง่ายมากเลย ผมคิดสั้นๆ แค่ว่า "ไม่ไปโรงเรียนก็พอแล้ว" จบ ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นไปตามจังหวะชีวิตที่เค้าได้เลือกเอง จังหวะของพ่อแม่บ้าง ลูกบ้าง ปล่อยไปสบายๆ ที่สำคัญไม่ได้สอนอะไรเลย แต่ความรู้อยู่ในบทสนทนาในชีวิตประจำวัน
December 9 at 4:01am · Like · 12
 
Unnop Sricharoenchai เวลามีคนบอกว่า "ทำไมไม่ส่งลูกไปโรงเรียน" ผมมักตอบว่า "ไม่ใช่ไม่ส่ง แต่มันไม่ไปเอง" แล้วก็ยังทำหน้าไม่เข้าใจอีกต้องย้ำหลายๆครั้งว่า "ถามหลายครั้งแล้ว มันไม่อยากไปเอง จะให้ทำไงล่ะ เอ๊"
December 9 at 10:07am · Edited · Like · 9
 
Suphattra Thamruangrit น่าเห็นใจคุณ Sajin ค่ะ HS พวกเราก็ลูกเดี่ยวเหมือนกันแต่เป็นเด็กชาย 9 ขวบ แล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าความอึดอัดใจไม่มีเพราะลูกชาย makes friend เก่งมาก ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะกับเด็กรุ่นเดียวกัน กับผู้ใหญ่ต่างวัยแค่ไหนก็ตาม เขาไม่สนใจหรอกว่าจะเป็นชาวนา หรือผู้บริหารสถานศึกษาที่ยิ่งใหญ่มาจากไหน ถ้าเขารู้สึกว่าคนๆนั้นน่าสนใจเขาจะหาวิธีเข้าหาและพูดคุยทันที เขาเป็นเด็กยิ้มเก่ง ช่างพูด ขี้สงสัย พูดเพราะ ผู้ใหญ่ก็เลยเมตตา ส่วนทักษะการเรียนรู้ก็เป็นไปตามทักษะการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับพ่อแม่เหมือนที่คุณ Unnop ว่านั่นแหละค่ะ แต่บังเอิญพวกเราเป็นครอบครัวศิลปะ การใช้ชีวิตก็เลยเต็มไปด้วยสี กระดาษ ผ้าใบ และการเดินทาง มองสิ่งต่างๆรอบตัวให้เป็นบวกและเต็มไปด้วยความสวยงาม ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งต่างๆที่เป็นตัวพ่อ แม่ และลูกจะซึมซับเข้าหากันเองตามธรรมชาติ มีทะเลาะกันบ้าง มีงอนกันบ้าง มีง้อกันบ้าง มีดีกันก็บ่อย อื่นใดที่เป็นกระแสของสังคม คำถามของผู้คนรอบข้าง คำต่อต้านเหตุผลต่างๆนาๆของพวกเขา คิดซะว่าช่างหัวมันค่ะ ที่สำคัญเราต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ยืนหยัดในวิถี พาลูกเราก้าวไปอย่างมั่นคง เป็นเพื่อนกับเขา เล่นกับเขา พาเขาใช้ชีวิตจริงๆ (ที่ไม่ใช่ชีวิตที่สังคมหรือกระแสเป็นตัวกำหนด) เท่านี้ก็คิดว่าน่าจะทำให้ชีวิตอันแสนสั้นของเรามีความสุขได้แล้วนะคะ .....เป็นกำลังใจให้ค่ะคุณ Sajin
December 9 at 8:04am · Edited · Like · 15
 
Chawanlak Kriengparinyakij จินเอ๊ย..เจอกันแล้วค่อยคุยท่าทางจะยาวเหมือนคุณUnnopว่าแหละ เข้าใจนะ อย่าคิดมาก ปล่อยวาง ดูความสุขของลูกเป็นหลักนะ
December 9 at 7:21am via mobile · Like · 1
 
Kung Lert เข้าใจคุณ Sajin และนี่เป็นความเห็นส่วนตัวนะคะเพราะเริ่มเห็นปัญหาคล้ายๆ กัน เราเองเห็นว่าเด็กต้องมีเด็กรุ่นเดียวกันเล่นด้วยบ่อยๆ ค่ะ เป็นกลไกธรรมชาติของมนุษย์และก็เป็นผลบวกกับพัฒนาการของเขาเอง ลูกสาวก็เริ่มอยากมีเพื่อนมากๆๆ และต้องการมีให้เล่นทุกวัน แต่เราก็มีปัญหาเหมือนกันว่าจะหาให้แบบทุกวันก็ไม่ได้ (นั่นก็คือปัญหาของเรา คือเรื่องพาลูกให้ได้พบกับคนหลากหลายไม่ได้) แต่ก็ไม่ได้หมายความวาโรงเรียนจะเป็นคำตอบให้กับปัญหานี้เพราะเพื่อนลูกที่เล่นสนุกด้วยกันที่นี่ก็บอกว่าเบื่อโรงเรียน (หรือไม่ได้มีโอกาสได้เล่นจริงๆ แบบกับเพื่อนที่บ้าน) หลานชายที่เมืองไทยก็บอกเหมือนกันว่าเล่นที่บ้านสนุกกว่า เราเลยว่าการที่เด็กได้เล่นแบบอิสระที่บ้านกับเล่นที่โรงเรียนนี่มีความแตกต่างกันมาก แต่ถ้าโรงเรียนให้โอกาสให้ลูกไปได้สองสามวันต่ออาทิตย์ก็จะดีมากค่ะ เพราะเป็นการที่เขาได้ไปเจอเด็กมากๆ ในสภาพแวดล้อมอีกอย่าง สำหรับเราสภาพแวดล้อมมีผลกระทบกับการโฮมสคูลอย่างมากค่ะ ถ้าสภาพแวดล้อมเราไม่พร้อมรู้สึกเหมือนกันว่าเราเองก็ไม่สามารถโฮมสคูลได้อย่างเต็มที่ (ณ ขณะนี้เป็นปัญหาของเราค่ะ) ตอนสภาพแวดล้อมพร้อมเราแทบไม่ต้องสอนเลย ปล่อยเป็นธรรมชาติจริงๆ เรียนรู้ไปเอง (ถึงแบบวัดไม่ได้แต่เราก็รับรู้ได้ค่ะว่าเขาเรียนรู้) แต่พอสภาพติดขัด (คือที่ๆ เราอยู่ตอนนี้เราไม่มีอะไรทำที่ productive ไม่มีสังคมใหญ่พอไม่มีญาติพี่น้องใกล้ๆ ไม่มีเพื่อนให้เล่นได้ประจำ เราเองก็รุ็สึกทำอะไรมันก็ติดขัดไปหมด ลูกก็เลยคงรู้สึกตามค่ะ และไม่สนุกกับการทำอะไรๆ ที่นี่
December 9 at 8:17am · Like · 5
 
Kung Lert เพิ่มเติมว่าเท่าที่สังเกตการศึกษาแบบโฮมสคูลของหลายๆ ครอบครัวจะอิงแนววิถีชีวิตของที่บ้าน เป็นแม่แบบและลูกก็ซึมซับกับการใช้วิถีชีวิตนั้นๆ ไปเอง ตัวเราเองอยากให้เป็นแบบนั้นบ้างแต่ด้วยความจำเป็นเลยทำให้มีวิถีชีวิตแบบนั้นยังไม่ได้ ตอนนี้เลยทำให้รู้สึกว่าการให้ลูกเห็นวิถีชีวิตของเราในขณะนี้ (พ่อทำงานหนัก ลูกอยู่กับเราในที่แคบๆ เบียดเสียด) จะเป็นการโฮมสคูลที่ดี แต่สังคมโรงเรียนที่นี่ทำให้เรารู้สึกว่าถ้าเราสามารถรักษาระดับไปได้เรื่อยๆ ก็คงดีกว่าให้เขาไปเข้าโรงเรียนแบบนั้น
December 9 at 8:26am · Like · 3
 
Unnop Sricharoenchai ถ้าคิดว่าจะได้ไปเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียนนี่ คิดผิดถนัดเลยครับ อย่าลืมนะครับ โรง"เรียน"นะครับ ไม่ใช่โรง"เล่น" 555
December 9 at 10:07am via mobile · Edited · Like · 8
 
Unnop Sricharoenchai วิถีชีวิตที่เหมาะสมคือ พ่อหรือแม่ มีเวลาดูแลลูกเต็มตัวสักคน ก็พอแล้วนะครับ สภาพแวดล้อมอื่นๆ สร้างได้ หาได้
December 9 at 10:04am · Like · 6
 
Hora Paryarkorn ของเราไม่ใช่ลูกเดี่ยวเป็นสองคนพี่น้องที่วัยใกล้กันมากด้วยคะ แต่เคยเจอปัญหานี้และคิดเหมือนกับคุณแม่ คือตอนที่เราส่งคนโตไปโรงเรียนคนเล็กก็งอแงทุกๆวันเลยคะ ว่าจะไปโรงเรียนอยากมีเพื่อนเล่น ไปยืนดูพี่ที่หน้าห้องเรียนทุก ๆัวัน เห็นแล้วแบบใจเรารู้สึกแย่เลย สงสารลูก เพราะตอนนั้นคิดจะทำโฮมสคูลให้คนเล็กคนเดียวเพราะมองว่าคนโตเข้าระบบไปแล้ว จนเคยตั้งคำถามในนี้ว่าเราควรจะให้คนเล็กไปโรงเรียนไหมหรือเอาคนโตออกจากโรงเรียน เื่พื่อมาทำโฮมสคูลด้วยจะเป็นการเห็นแก่ตัวกับคนโตไปไหม และยังคิดอีกว่าสรุปเราคิดถูกไหมที่จะทำโฮมสคูล หลังจากวันนั้นคำตอบที่ได้คือเวลาหากไปโรงเรียนจริงๆเขาก็ไม่ได้เล่นทั้งวันกับเพื่อนๆเหมือนอย่างที่เด็กคิด แล้วตอนที่เกิดปัญหาตอนนั้นน้องก็อยู่วัย 3 ขวบนี่แหละคะ มองว่าเป็นช่วงวัยนี้ที่เด็กต้องการการเรียนรู้จากเพื่อนวัยเดียวกันนะคะ ตอนนี้ที่เราทำคือไปโีรงเรียนอาทิตย์ละ 2 - 3 วัน แล้วแต่อาทิตย์ เฉพาะคนโตนะคะ เพราะพอผ่านช่วงตรงนั้นมาคนเล็กไม่งอแงที่จะเล่นกลับเพื่อนแล้วนะคะ เพราะเราพาไปเจอเพื่อน พาไปเรียนยิมนาสติก เขาก็มีเพื่อนของเขานะคะ แล้วก็จริงๆนะคะทำโฮมสคูลยังไงก็ดีกว่าไปโรงเรียนนะคะ ยิ่งวัยเด็กเล็ก ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะติดหวัดกลับบ้าน หรือจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ
December 9 at 10:12am · Like · 5
 
Unnop Sricharoenchai จริงๆ แล้ว จะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือไม่ไม่สำคัญ ผมก็เห็นนำทางเล่นสนุกได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ขอให้มีคนอยู่ฟังมันพูด (มากๆๆ) ก็พอใจแล้ว 
 
การได้มีโอกาสสัมผัสทุกเพศทุกวัยนั้นดีกว่าเจอแต่กับเด็กๆ ด้วยกันทุกวันๆ เยอะเลย เพราะเค้าจะได้เรียนรู้ความแตกต่างและหลากหลาย รู้ว่าสไตล์แบบนี้ คนนี้จะเข้าหาแบบไหน เล่นอย่างไร
 
นี่คือความสามารถในการปรับตัวเข้าหาคนอื่นที่เด็กในโรงเรียนที่มักจะเจอแต่เด็กด้วยกันทุกวันๆ ไม่มีนะครับ เด็กไปโรงเรียนจึงเข้ากับคนอื่นยากกว่าด้วยซ้ำ
December 9 at 10:13am · Edited · Like · 14
 
Hora Paryarkorn อันนี้เห็นด้วยเป็นอย่างมากเลยคะ ^^. . .จริงๆ แล้ว จะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือไม่ไม่สำคัญขอให้มีคนอยู่ฟังมันพูด (มากๆๆ) ก็พอใจแล้ว
December 9 at 10:14am · Unlike · 4
 
Supamas Sirichotiyakul เมื่อก่อนก็เคยเครียดกับปัญหานี้มากเหมือนกันค่ะ ลูกคนโตเป็นลูกคนเดียวอยู่ 6 ปี ตอนนี้ 10 ขวบแล้วค่ะ ตอนเด็กๆเค้าค่อนข้างเข้ากับเด็กอื่นยาก ไม่สนิทกับใคร เคยให้ไป รร มา 2 รอบก็เพราะเรื่องนี้ส่วนนึง แต่ทั้ง 2 รอบก็เห็นว่าไปแล้วไม่ได้เล่นเท่าไหร่เลย การไปเป็นการฝึกเด็กให้ขึ้นกับเพื่อนซะมากกว่า ผู้ใหญ่มักจะมองแล้วคิดว่าเด็กไปแล้วมีเพื่อนมีความสุข แต่จริงๆเด็กส่วนใหญ่ไม่มีทางเลือกก็หันเข้าหาเพื่อนเป็นทางออก ตอนนี้ลูกเริ่มโต เริ่มทำกิจกรรมที่เค้าชอบอย่างจริงจัง เช่น เล่นเปียโน ไปดูนก เค้าก็เข้ากับเพื่อนที่สนใจเหมือนๆเค้าได้ดี เรียนรู้จากกันและกัน แต่ไม่ติดเพื่อน ไม่ค่อยทำอะไรๆตามเพื่อน ที่สำคัญที่สุด เค้าคุยและเล่นได้กับคนทุกวัยอย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ ในขณะที่เด็กไป รร จะเห็นชัดว่าจะไม่ยอมคุยกับผู้ใหญ่และไม่เล่นกับเด็กต่างวัยหรือต่างเพศ เด็กผู้ชายบ้านข้างๆคนนึงเป็นเด็กช่างพูดช่างจา ตอนเจอกันใหม่ๆอายุแค่ 3 ขวบ เดินมาคุยกับเราฉอดๆๆ เล่นกับลูกสาวเราซึ่งโตกว่าหลายปีได้สบายๆ เค้าไป รร มา 2-3 ปี ปีนี้ 6 ขวบแล้ว ตอนนี้เจอหน้ายังไม่ทักเราเลยค่ะ สนใจเล่นแต่กับเพื่อนผู้ชายกลุ่มของเค้าเท่านั้น ไม่เล่นกับเด็กวัยอื่นเลย
December 9 at 10:22am via mobile · Unlike · 13
 
Kung Lert ใช่ค่ะคุณ Unnop โรงเรียนไม่ใช่โรงเล่นลืมไป เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว 555 ถ้ามีคนตั้งโรงเล่นให้เด็กได้ไปเล่นวันละ 2-3 ชม เราจะเป็นคนแรกที่ไปสมัครเลย
December 9 at 11:37am via mobile · Like · 5
 
Unnop Sricharoenchai โรงเล่นที่ผมพาไปประจำก็ สนามเด็กเล่น play park อะไรพวกนั้นอ่ะครับ เนี่ยแหละครับ หลักๆ มันก็มีแค่นี้ ยิ่งถ้าในกรุงเทพด้วยแล้ว ยิ่งเยอะเลย แต่ข้อเสียคือมันมักไปอยู่ในห้องแอร์
December 9 at 11:44am · Edited · Like · 2
 
Unnop Sricharoenchai Sajin Prachason เจ้าของเรื่องหายไปไหนละ บอกแล้ว ยาว ย๊าว ยาว เป็นไงล่ะ อิอิ
December 9 at 11:47am · Like · 2
 
Supamas Sirichotiyakul ถ้าพยายามหากลุ่มคนโฮมสคูลด้วยกัน เจอกันซักอาทิตย์ละครั้ง น่าจะช่วย(ให้แม่สบายใจ)ได้เยอะนะคะ เพื่อนคนนึงเคยบอกว่า ให้เตือนตัวเองว่า ถึงลูกจะได้เจอและเล่นกับเด็กอื่นแค่บ่ายนึงในหนึ่งอาทิตย์ นั่นก็มากกว่าเวลาที่ได้เล่นกับเพื่อนของเด็กใน รร แล้ว
December 9 at 12:02pm via mobile · Unlike · 6
 
คุณ ก้าวหน้า เคยมีปัญหาคล้ายกัน แต่ช่วงวัยอาจแตกต่างกัน ได้พาเขาไปเรียนร่วมกับเพื่อนเป็นบางช่วง แต่ก็จ่ายเงินเต็ม เพราะอยากให้เขาเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเขาเอง หลังๆมาเขาก็เริ่มบ่นไม่อยากไป และอยากเรียนรู้เองในทางที่เขาถนัด เขาบอกว่าเบื่อเพื่อนเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว วันๆคอยแต่สร้างปัญหาให้ครูปวดหัวแถมยังรังเกียจเพื่อนผิวดำด้วย หัวเราะเยาะเวลาผมไปทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนผิวดำ แต่ผมชอบเขาเพราะเขามีมารยาทและใจดี พวกเขาดูถูกผม ดูถูกเพื่อนผิวดำ และดูถูกพระเจ้าที่สร้างมนุษย์ด้วย สังคมที่แม่ให้ไม่เห็นสนุกเลย คำพูดของเด็ก 6 ขวบ อาจจะดูแก่แดดและน่าหมั่นไส้ไปนิด
December 9 at 3:11pm · Unlike · 2
 
Unnop Sricharoenchai เด็กโฮมสคูล ส่วนใหญ่น่าหมั่นไส้ทุกคนละครับ บังอาจทำตัวฉลาดเกินวัย
December 9 at 7:21pm · Like · 7
 
Sajin Prachason เจ้าของทู้มาแล้วค่ะ พอดีมาบ้านแม่สามี เน็ตใช้ลำบากคะ...ขอบคุณพี่ๆเพื่อนๆทุกคนมากนะคะที่ช่วยแชร์ประสบการณ์ เป็นกำลังใจและให้ข้อคิดได้มากเลยคะ สามีบอกว่าแต่ก่อนตัวเองก็พูดอะไรทำนองเนี้ยให้เขาฟัง (ข้อดีต่างๆของโฮมสกูล) มาตอนหลังก็เขวสับสน เพราะเรื่องเพื่อนของลูกนี่แหละคะ 
 
เรื่องโรงเรียนในกระแส จริงๆเราตัดหางปล่อยวัดไปแล้วคะ และโรงเรียนทางเลือกแต่ก่อนก็คิดว่าอาจจะดีจริงแต่แพง เราไม่มีปัญญาส่ง แต่พอมากังวลเรื่องเพื่อนก็เลยหันกลับมาพิจารณาโรงเรียนทางเลือกอีกที (พร้อมกับต้องถามตัวเองอย่หลายรอบเหมือนกัน ว่าเราอยากจะทำ โฮมสกูลนี่เพราะเราอยากจะตอบสนองความต้องการของเราเองคนเดียวหรือว่าเราทำเพื่อลูกเรากันแน่ เหอะๆยังไม่ได้คำตอบคะ)
December 9 at 8:53pm via mobile · Like · 4
 
Sajin Prachason โรงเรียนทางเลือกอย่างแนววอลดอร์ฟและแนวอื่นๆอีกหลายแนวเข้าใจว่าก็น่าจะเรียนผ่านการเล่นนะคะ ถ้าเลือกโรงเรียนที่ครูดีๆเข้าใจเอาเองว่าเด็กน่าจะมีความสุขอยู่ (อาจจะเข้าใจผิดก็ได้)
December 9 at 8:59pm via mobile · Like · 2
 
Hora Paryarkorn จริงๆที่ลูกชาย ไปก็เป็นโรงเรียนทางเลือกนะคะ เป็นระบบมอนเตสเต็มระบบ ซึ่งเีราก็คิดนะคะว่าดีกว่าโรงเรียนปรกติทั่วไป ซึ่งก็ดีกว่าจริงๆคะ แต่คงหาอะไรที่ดีร้อยไม่ได้เพราะเด็กๆก็จากหลายที่มาคุณครูก็เพียงแค่นำพาไปสู่เป้าหมายวงกว้างที่วางไว้เพื่อให้หมดวัน ที่คิดแบนี้เพราะจากที่มองเห็นนะคะ เพราะนี่ลูกอยู่ แค่อนุบาล ย้ายมา หลายโรงเรียนแล้ว จนเราเริ่มรู้สึกผิดว่านี่เราผิดปรกติเองหรือเรื่องมากเองหรือปล่าว แต่ได้คุยกับคุณครูหลายๆท่าน และผู้ปกครองหลายๆบ้านว่าเอเราก็ไม่ผิดปรกตินะอีกหลายๆบ้านย้ายโรงเรียนมากกว่าเราซะอีกแค่รร.อาจไม่เหมาะสมกับเรา และการย้ายบ่อยๆต้องยอมรับกับค่าแรกเข้าในปัจจุบันที่สูงเอาการคะ
December 9 at 9:02pm · Edited · Unlike · 4
 
Sajin Prachason เรื่องการหากลุ่มเพื่อนให้ลูกเหมือนกัน บางทีที่บ้านอาจจะต้องปรับบ้างหลังจากอ่านคอมเมนต์ข้างบน อาจจะต้องลองจัดตารางให้ลูกได้ไปเล่นกับเด็กคนอื่นเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ทำ เนื่องจากแค่ออกไปหาปู่ย่าตายายก็แทบจะไม่ได้อยู่บ้านแล้ว ก็เลยใช้เวลาที่เหลืออยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่แถวบ้านไม่มีเด็กหรือครอบครัวแนวเดียวกันสักเท่าไรนัก อีกอย่างนะคะ ที่ทำให้รู้สึกอึดอัดเป็นบางที คือ เราก็พยายามเน็ตเวิร์คกับครอบครัวอื่นๆที่คิดว่าไปด้วยกันได้และมีโอกาสเจอกันได้บ่อยในทางปฏิบัติ แต่บางที บางครอบครัวก็เหมือนกับเขามีพร้อมทุกอย่างแล้ว เรารู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้ดิ้นรนต้องหาเพื่อนให้ลูกอะไรมากเหมือนกับเรา เราเลยรู้สึกคล้ายๆกับว่าเราต้องดิ้นรน ไปขอเพื่อนให้ลูกอยู่ฝ่ายเดียวอะไรอย่างนี้คะ เหอะๆ บางครั้งเราก็ลำบากใจ เราเลยคิดว่าถ้าส่งไปโรงเรียนเสีย ยังไงเด็กก็มีเพื่อนแน่ เพราะโรงเรียนบังคับให้เด็กต้องมาอยู่รวมกัน อันนี้เล่าความคิดที่มาของการโพสทู้นี้ให้ฟังเฉยๆนะคะ ไม่ได้บอกว่าโรงเรียนนี่ดี๊ดี
December 9 at 9:05pm via mobile · Like · 2
 
Hora Paryarkorn แนววอร์ดอฟน้องชายเรียนมาดีมากคะสนุกมากและเด็กๆคิดเป็นเน้นเรียนไปตามวัยแต่เหมาะกับเด็กที่สามารถอยู่และเรียนแนวนี้ไปได้จนจบ ม.6 คะ เพราะหากออกกลางคันโดยเฉพาะในระดับเด็ก ๆประถม อาจจะไปเข้าที่อื่นลำบากคะ เพราะเด็กแนวนี้บางคนป.3 ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไปเข้าโรงเรียนปรกติจะลำบาก แต่ถ้าสามารถให้เขาอยู่แนวนี้ได้จนม.6 เด็กคนนั้นก็จะได้รับการเรียนรู้ที่พร้อมทั้งความคิดและการกระทำคะ
December 9 at 9:06pm · Like · 2
 
Unnop Sricharoenchai ลองดูไม่เสียหายนะครับ สุดท้ายแล้ว "เด็กจะเป็นคนเลือกว่าจะไปโรงเรียนหรืออยู่บ้าน" จะสนองไม่สนองความต้องการของตัวเองไม่ใช่ประเด็น เพราะไม่ใช่เราเป็นคนเลือกอยู่แล้ว
December 9 at 9:19pm · Like · 3
 
Sajin Prachason อืม ถ้างั้นขอถามเพิ่มอีกนิดนะคะ อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ เราอยากได้คนช่วยชี้ทางคะ...แล้วถ้าเทียบระหว่างเด็กที่เรียนโรงเรียนทางเลือกกับเด็กโฮมสกูลหล่ะคะ คือ ถ้าพ่อแม่มีโอกาสส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนทางเลือกแบบที่เข้าในเด็ก เข้าถึงความเป็นมนุษย์ได้ มีคุณสมบัติที่ช่วยให้ลูกเราพัฒนาเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น และแบบว่าราคาไม่แพง พ่อแม่หลายๆท่านจะยังทำโฮมสกูลอยู่หรือไม่คะ
December 9 at 9:23pm via mobile · Unlike · 2
 
Hora Paryarkorn ถูกคะเพราะทุกวันนี้ลูกชายก็เป็นคนเลือกเองที่จะอยู่บ้านมากกว่าไปโรงเรียนแต่สิ่งที่ทำโฮมสคูลต้องเข้มแข็งมากกว่าอย่างอื่นคือจิตใจที่มุ่งมั่นและไม่่อ่อนไหวเพราะมักจะมีคนถามว่าทำไมลูกไม่ไปโีรงเรียนจากคนที่ไม่เข้าใจพร้อมคำพูดต่างๆนาๆ หรือแม้แต่คุณครูที่โรงเรียนลูกชายมักจะบอกว่าคนเล็กไม่ไปโีรงเรียนเลยจะมีสังคมมีเพื่อนหรือ ซึ่งเราเห็นก็มีความสุขดีชีวิตเขาเองตอนนี้ก็ไม่เห็นว่าเขารู้สึกขาดเพื่อนตรงไหนเลย
December 9 at 9:23pm · Like · 2
 
Hora Paryarkorn ตอนนี้ลูกชายไปโรงเรียนอาทิตย์ละ 2 - 3 วัน บางอาทิตย์ก็ไม่ได้ไปแต่เราขอให้เขาไปเรียนวันที่มีดนตรีกับภาษาจีนซึ่งเราไปดูเขาเรียนเขาก็สนุกดี แต่วันอื่นๆเขาขอที่จะไม่ไปน่ะคะ ซึ่งเราก็ยังคงต้องจ่ายค่าเทอมเต็ม อันนี้ต้องดูแวดล้อมของโรงเรียนด้วยคะจริงๆมองว่าระบบการสอนเป็นเพียงส่วนนึงที่ทำให้เราหมดห่วงเรื่องคุณครูที่ดูลูกและแวดล้อมของโรงเรียนที่ลูกอยู่แล้วจะปลอดภัย
December 9 at 9:26pm · Edited · Like · 2
 
Unnop Sricharoenchai จะยกเคสของเราให้ฟัง เรื่องไปหรือไม่ไปโรงเรียน
 
นำทาง : "เบื่อ ไม่มีคนเล่นด้วย"
พ่อ : "งั้น ไปโรงเรียน" 
นำทาง : "ไปก็ไม่ได้เล่น ต้องไปเรียน ไม่อยากเรียน ต้องทำเหมือนๆ กัน พร้อมๆ กัน"
พ่อ : "งั้น ก็เล่นคนเดียวไปก่อน ถึงเวลาจะพาออกไปเล่น"
 
คือเธอจะมาโทษเราไม่ได้ ให้เลือกแล้ว ทางเลือกมีแค่นี้ จะโรงเรียนทางเลือกอะไรที่นี่ก็ไม่มี (ถึงมีก็ไม่ส่ง ;p) จริงๆ ไม่ใช่เราไม่มีเวลาพาเค้าไปข้างนอกหรือเล่นด้วยกันนะ แต่เค้าจะเอาทั้งวันเราให้ไม่ได้ ต้องทำงาน ทำการ ไม่ได้รวยจนว่าง ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ ก็บอกลูกแบบนี้เสมอ เสื้อแห่งความสุข ไม่มี
December 9 at 9:26pm · Like · 9
 
Unnop Sricharoenchai @Hora โรงเรียนอะไรฮะ ไปสองสามวันก็ได้ด้วย ดีจัง
December 9 at 9:29pm · Like
 
Hora Paryarkorn โรงเรียนที่คนรอบข้างว่าคุณแม่ตามใจลูกไม่กลัวลูกเรียนไม่ทันหรือเวลาไปก็เคยไปขอคุณครูไว้ว่าขอไปทันคาบแรกนะคะ เพราะลูกมาบอกตอนเช้านะ เข้าแถวไม่ไหว เหนื่อยเราก็เลยไปดูว่าเพราะลูกเราไม่อดทนหรึปล่าว แต่ก็จริงคะเรามองว่าเด็กเล็กต้องไปเข้าแถวเืกือบสองชั่วโมงไปทำกิจกรรมตั้งแต่เช้าก็คงเหนื่อยจริงๆ เป็นสิ่งที่บางทีคนรอบข้างไม่เข้าใจมองว่าตามใจลูก แต่นี่คือสิ่งที่มองแล้วว่าลูกมีความสุขเคยบอกคุณครูว่า เรื่องการเรียนเราไม่เคยกลัวเลยว่าลูกจะทำไม่ได้ตรงไหนเพราะเราเสริมให้ลูกเราได้สิ่งที่เราอยากได้จากโรงเรียนแวดล้อมที่ดีสังคมที่ดี และมีความสุขคะ แต่เด็กบางทีมาจากหลายที่มา เขาก็มีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยปลื้มเรียนแบบกันมาบ้างนะคะ และการป่วยนะคะที่ไปแล้วส่วนมากจะป่วยกลับมา
December 9 at 9:33pm · Like · 2
 
Unnop Sricharoenchai โรงเรียนทางเลือกถ้าดีจริง ยิ่งดี ยิ่งแพงสิครับ แสดงว่าใช้ทรัพยากรคนเข้มข้นกว่ามาก
 
แต่ถ้าหาก สมมติว่าโรงเรียนดี มีปัญญาส่งได้ (สำหรับผมคงต้องถูกจริงๆ แหละ ซึ่งไม่มีแน่นอน) ถ้าลูกไปแล้วชอบกว่าอยู่ที่บ้านก็ส่งครับ เด็กต้องเป็นคนเลือก แต่ถ้าเรื่องค่าเทอมพ่อแม่ต้องเป็นคนเลือกก่อน เพราะเด็กหาเงินเองไม่ได้
December 9 at 9:37pm · Edited · Like · 10
 
Hora Paryarkorn จริงนะคะคุณ unnop ที่ว่าดีจริงยิ่งดียิ่งแพง แต่บางทีแพงแล้วไม่ดีก็มีคะเดี๋ยวนี้ขายความฝันให้ผู้ปกครองว่าดีเพราะใครๆก็คงอยากให้ลูกอยู่ที่ดีๆสอนดีๆ เพราะเคยไปอบรมกรมพัฒนามนุษย์สำหรับการดูแลเด็ก เขาจะมีพูดอยู่หัวข้อนึงว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้หาทางบอกเลี่ยงหรือก็ไม่ต้องบอก ไม่อย่างนั้นเขาก็ย้ายลูกออกจากโรงเรียนกันหมด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ไม่เห็นด้วยเลยเพราะครูคือคนที่อยู่กับเด็กตลอดเวลา ถ้ามีสิ่งผิดปรกติใดๆครูสมควรรายงานให้ผู้ปรกครองทราบ แต่ผู้ปกครองส่วนมากเมื่อเจอกับปัญหาแบบนี้มักโทษครูก่อนครูเลยไม่บอกไม่กล่าว ความผิดก็ไม่มีถึงตัวนะคะ และผู้ปกครองส่วนมากมักชอบความสวยงามที่ครูบอกให้ฟังมากกว่าด้วยคะ
December 9 at 9:43pm · Unlike · 6
 
Hora Paryarkorn อย่างโรงเรียนแถวบ้านค่าเทอม ประมาณ 5-6หมื่น สามารถไปส่งลูกได้ตั้งแต่ หกโมงเช้ารับลูกได้ หกโมงเย็นมีอาหารให้ตั้งแต่เช้ามีการดูแลอย่างดีซึ่งเรามองว่าคนที่ส่งไปเรียนต้องไม่มีเวลาดูลูกจริงๆและต้องการให้โรงเรียนเป็นผู้ปลุกฝังทั้งหมด เพราะบางคนมารับลูก ก็หมายความว่าลูกง่วงเต็มที่ อ่านนิทานก่อนนอนลูกก็หลับแล้ว คือที่เขียนมาจริงๆแล้วโรงเรียนแต่ละโรงเรียนที่ครอบครัวนึงมองว่าดีแต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกครอบครัวก็ได้คะ และที่สำคัญเดี๋ยวนี้ คำว่าโีรงเรียนคือ ธุรกิจ ที่ต้องมีผลกำไร โรงเรียนที่ดี ๆ ก็ต้องมีต้นทุน หาโรงเรียนที่ถูกและดีจริงๆ หายาก มากๆ คะ อย่างปัญโญทัยเราก็ว่าดีนะคะเคยเข้าไปดู ปี ๆนึงรับเด็กได้ไม่กี่คน ค่าเทอมประมาณ 3 หมื่นใครอยากเรียนที่นี่ก็ต้องรอเรียกแม้จะมีงบแต่ถ้าโรงเรียนไม่เรียกก็เรียนไม่ได้ แต่สำหรับตัวเอง ตอนนี้เราเลือกที่จะไปอบรมตามคอร์สหรือแนวทางที่สนใจแล้วเอามาสอนลูกนะคะ หรือหาคอร์สสอนต่างๆ ที่เอามาสอนเด็กๆได้นะคะ เพราะเราว่าความผูกผันที่สร้างเมื่อเลยเวลาไปแล้วย้อนกลับไม่ได้น่ะคะ
December 9 at 9:55pm · Edited · Like · 6
 
Unnop Sricharoenchai รายได้ดีแบบนี้ไงถึงจะเปิดโรงเรียนบ้าง 555
December 9 at 9:56pm · Like
 
Hora Paryarkorn ไม่รู้เคยมีใครคิดแบบนี้ไหมนะคะ . . .เวลาที่เด็กต้องการเราเรากลับผลักเขาออกไป แต่เวลาที่เราต้องการเขาเขาอาจจะไม่ต้องการที่จะอยู่กับเราแล้วก็ได้นะคะ เพราะตอนนั้นเขาอาจจะมีเพื่อนมีภาระหรือสิ่งต่างๆรายล้อมมากมาย จนเขาไม่ว่างไม่อาจมาอยู่กับเราไแล้วก็ได้น่ะคะ
December 9 at 9:58pm · Like · 7
 
Hora Paryarkorn ถ้าคุณแม่เจ้าของกระทู้ห่วงแค่เรื่อง น้องต้องการเพื่อนนะคะ พอผ่านช่วงนี้ไป น้องก็จะติดความอยากที่จะเล่นกับเพื่อนน้อยลงแต่ต้องมีกิจกรรมให้เขาทำนะคะ แลเะเขาอยากอยู่กับคุณแม่มากกว่าคะ ส่วนถ้า คิดว่าโีรงเรียนทางเลือกทดแทนการทำโฮมสคูลได้ไหม จริงๆ 2 อย่างนี้ต่างกันคะ ถ้าเป็นใจเราเราอยากให้สองอย่างนี้ไปคู่กันได้คะ คือโรงเรียนที่รับไปได้แค่บางวันหรือบางวิชา ซึ่งในความจริงมีน้อยจนแทบไม่มีเลย ไม่ทราบคุณแม่เจ้าของกระทู้บ้านอยู่แถวไหนคะ ถ้าอยู่ใกล้รุ่งอรุณลองไปสอบถามและขอพาเข้ากลุ่มหรือทำกิจกรรมบางวันดูคะ เพราะถ้าในเด็กโตเคยเห็นเคสที่เขารับเด็กเข้าเรียนเฉพาะบางวิชาอยู่นะคะ
December 9 at 10:05pm · Edited · Like · 3
 
Patai Wonganutrohd ลูกสาวอายุ 3.3 ขวบ จริง ๆ เค้ามีพี่อีกคน 8 ขวบ แต่ว่าคนละแม่และอยู่คนละที่ ทำให้เหมือนว่าเป็นลูกคนเดียวมากกว่า 
 
ช่วงจะเข้า 3 ขวบ เห็นเหมือนกันว่าเค้าอยากมีเพื่อน ผมก็พยายามหาทางหากลุ่มหาเพื่อนให้ลูก โชคดีหน่อยที่ผมก็ยังพาไปรับพี่เค้าที่โรงเรียนบ้าง แล้วก็มีกลุ่มเพื่อนวัยใกล้ ๆ กันจากโรงเรียนของพี่ ทำให้ได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนวัยใกล้กันบ้าง เจอกันแถวบ้านบ้าง เก็บตกเพื่อน ๆ ที่วัยใกล้กันแถวบ้านบ้าง เฉลี่ยแล้วอาทิตย์หนึ่งได้เจอเพื่อน 1-2 ครั้งเป็นอย่างน้อย แต่สังเกตว่าเค้าจะไม่ได้ชอบเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน คือเหมือนจะชอบเด็กโตกว่าคือเด็กที่สนใจ ใส่ใจเค้า มาทักเค้าคุยกันเค้า เลยคิดว่าเอาเข้าจริง ๆ เค้าก็ไม่ได้อยากเล่นกับเด็กที่มันอยู่ในวัยเกณฑ์เดียวกัน แต่เป็นคนที่ถูกชะตาหรือเจอบ่อย ๆ จนสนิทบ้าง (บางคนเจอบ่อยก็ไม่สนิท) บางทีที่เราหาให้ก็ไม่ได้อยากเล่นด้วย บางทียังรู้สึกว่าเค้าเลือกเพื่อนของเค้าเอง บางคนเราก็ไม่ค่อยชอบ แต่ลูกชอบ 555
 
อีกเรื่องหนึ่งพอเลย 3 ขวบสักพักจนถึงช่วงนี้จะสังเกตว่า ด้วยความที่เค้าอยากมีเพื่อน เราก็ช่วยเค้าแรก ๆ อาจจะทักเด็กวัยใกล้ ๆ เค้าก่อน หลัง ๆ ก็บอกว่าจะชวนเพื่อน เล่นอะไรยังไง รู้สึกว่าลูกจะ made friend ได้คือเหมือนเห็นแววว่าอีกหน่อยเค้าจะหาเพื่อนได้เอง ซึ่งผมดูแล้วมันเข้าท่ากว่าตัวเองอีก คือนึกย้อนไปแล้ว อย่างเรา ๆ มีแต่เพื่อนสำเร็จรูป เพื่อนโรงเรียน เพื่อนที่ทำงานเหมือนมีเพื่อนเตรียมไว้ให้เรียบร้อย แต่พอจะสร้างเองจริง ๆ มันไปไม่ค่อยถูก ผมยังรู้สึกว่าผมสร้างเพื่อน รู้จักการผูกมิตรมากขึ้นเพราะหาเพื่อนให้ลูก อาจจะด้วยไม่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับคนหรืองายขายเท่าไรนัก ผมก็เลยรู้สึกตะขิดตะขวงใจเหมือนกันเวลาจะสร้างผูกมิตรกับใคร อย่างก็มีบางคนผูกแล้วเหมือนไม่ติดก็มี ก็รู้สึกว่าได้เรียนรู้มากช่วงนี้ บางทียังรู้สึกเลย ว่าเหมือนเราได้กลับมาเรียนรู้วิธีผูกมิตรอย่างจริง ๆ อีก เลยคิดว่าเราก็ทำให้ดูให้เห็น เค้าก็ค่อย ๆ ซึมซับ แต่เห็นแววจริง ๆ ว่าดูแล้วอีกหน่อยลูกจะผูกมิตรได้ดี
 
โดยสรุปด้วยวิธีการแบบนี้ ทำให้เค้ามีเพื่อนหลายกลุ่ม และด้วยความที่ขาด ทำให้เค้าขวนขวาย น่าจะเหมือนกัน ๆ กับการเรียนรู้ที่ถ้าไม่ได้ถูกป้อนถูกยัดจนมากเกินไป ก็จะทำให้มีความสนใจ และใฝ่รู้จนทำได้ดีในเรื่องนั้น ๆ
December 9 at 10:08pm · Unlike · 8
 
Kanachai Lin ขอบคุณกระทู้นี้ ดีจริงๆ ทำให้ยืนยันสิ่งที่เรากำลังทำและเดินไปได้อยางมั่นคงยิ่งขึ้น จะแวะมาอ่านเรื่อยๆ ค่ะ ^o^
December 10 at 12:01am · Unlike · 3
 
Supamas Sirichotiyakul เคยคิดฝันถึงโรงเรียนที่ดีตามความต้องการของเรา และลูกชอบ (อันนี้สำคัญ) อยู่บ่อยๆค่ะ แต่ไปลองมาหลายที่แล้วก็สรุปได้ว่า ยังหาไม่เจอค่ะ ล่าสุดที่ลูกไปมอนเตสซอรี่ซึ่งคิดว่าเหมาะสุดแล้ว เค้าก็ดูมีความสุขดีและเรียนได้ดี พอจบปีเค้าก็มาขอเองว่าไม่อยากไปแล้ว แม้กระทั่งแลกกับจะไม่ได้เจอเพือนในโรงเรียนที่เค้าชอบๆ เค้าก็ยืนยันไม่ไปอีก เหตุผลของเค้าคือ เบื่อ ทำซ้ำๆๆๆ มีแต่งานๆๆๆ เหมือนเดิมทุกวัน ตอนไปใหม่ๆเค้าสนุกเพราะทุกอย่างแปลกใหม่ แต่พอผ่านไปซักเทอมนึงเค้าก็รู้สึกจำเจค่ะ เช้าต้องตื่นแต่เช้า รีบๆกินข้าว รีบไป รร ไปถึง ต้องรีบๆทำงานให้เสร็จ พอพักเที่ยง แรกๆก็เล่นกับเพื่อนเพราะแปลกใหม่ แต่หลังๆเริ่มรำคาญเสียงดังๆในสนามเด็กเล่น เลยหลบมุมไปทำอะไรคนเดียว เช่น อ่านหนังสือ วาดรูป เดินดูนก อยู่บ่อยๆ (อาจเป็นเพราะเค้าออกไปทาง introvert นะคะ คนเยอะๆเกินจะไม่ชอบ) หมดวันก็ต้องรีบกลับบ้านมาทำการบ้าน กินข้าวเย็นเสร็จก็ต้องรีบเข้านอนจะได้ตื่นเช้าไหว .. แม่ยังเบื่อเลยค่ะ แทนที่จะมีเวลาไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปสวนสัตว์ แม้กระทั่งไปสนามเด็กเล่นข้างบ้านยังไม่ค่อยมีเวลาไปเลย ถ้าจะมีโรงเรียนในฝันคงต้องเป็นว่า มีห้องสมุดที่มีหนังสือเยอะๆ มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ มีอุปกรณ์การเรียนทุกด้าน ทั้งเลข วิทย์ ศิลปะ ให้ใช้เต็มที่ มีพิพิธภัณฑ์ มีสัตว์ต่างๆให้ดูแลอยู่ในบริเวณโรงเรียน เด็กๆอยากเลือกทำอะไรก็ได้ ครูมีหน้าที่ช่วยและส่งเสริม ไม่ใช่สั่งสอนหรือแม้กระทั่งถ่ายทอดความรู้ ไม่ต้องมีการบ้าน พ่อแม่ไปใช้เวลากับเด็กๆที่โรงเรียนได้ตามทึ่อยากจะไป ถ้ามีแบบนั้นได้ ก็อาจจะสนใจเมื่อลูกโตซักหน่อยและไม่ค่อยต้องการเราแล้ว (3 ขวบคงยังเล็กไป)
December 10 at 12:37am via mobile · Like · 3
 
Jo Taijiquan พวกโรงเรียนพิเศษทั้งหลายมันน่าจะมีทุกที่แล้วนะครับ ประมาณคุมอง ไอแอมจีเนียส ศิลปะ ภาษา ดนตรี กีฬา ฯลฯ ไปเรียนที่เหล่านี้ก็จะได้เจอเพื่อนเรียนด้วยกัน ยิ่งถ้าเป็นพวกที่ไม่ใช่แนววิชาการยิ่งได้เล่นด้วยกันเยอะ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ ที่จะได้เล่นเยอะๆ จะเป็นพวกกีฬา การแสดง หรืองานประดิษฐ์ที่ทำเป็นกลุ่มๆ ได้ ถ้าหาแบบนี้สักสองสามคลาสในแต่ละอาทิตย์ เด็กจะได้เล่นกับเพื่อนมากกว่าเรียนเต็มวันในโรงเรียนทั้งอาทิตย์อีก เดี๋ยวนี้แนวๆ นี้สำหรับเด็กเล็กๆ ก็มี สำหรับเด็กโฮมสคูลเวลาได้ไปโรงเรียนพิเศษนี่ไม่ค่อยมีเบื่อกันนะ ยิ่งจะอยากไปเสียอีก
 
(แต่โรงเรียนก็คือโรงเรียนครับ ได้แค่เห็นหน้าเพื่อนเท่านั้นแหละ เพราะเวลาส่วนมากก็ต้องใช้เรียน โรงเรียนเขาก็กลัวพ่อแม่มาด่าว่าส่งลูกมาโรงเรียนแล้วมัวแต่ให้เล่นกัน)
December 10 at 1:29am · Like · 12
 
ฟ้าใส บุรณศิริ วันนี้น้องชิงไปเล่นคอนเสิร์ตมาได้เล่นกับเพื่อนๆคอเดียวกัน88คนเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เรียนโฮมสคูลเลือกเพื่อนเองได้แต่ถ้าเป็นโรงเรียนๆเลือกเพื่อนให้ หากเข้าใจหลักการโฮมสคูลแล้วนําไปใช้ควบคู่กับเรียนที่โรงเรียนแบบBi schoolหรือเรียนแบบHSล้วนได้ผลที่ดี
December 10 at 1:42am via mobile · Like · 3
 
ฟ้าใส บุรณศิริ การศึกษาที่ดีคือครอบครัวมีความเข้าใจใฝ่รู้ซึ่งเป็นจุดเด่นของHS เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาอยากเรียนรู้ได้พัฒนาความสามารถที่เขามี ถ้าเป็นโรงเรียนทุกการเรียนรู้มักใช้ค่าเฉลี่ยของคนทั้งประเทศจึงเป็นต้นเหตุผลิตเด็กออกมาเหมือนๆกันจึงต้องแข่งขันกันมาก เด็กแต่ละคนมีความต่างพัฒนาความต่างตามหนทางแต่ละคนจะไม่ต้องแข่งกับใครมากยกเว้นตนเอง
December 10 at 2:00am via mobile · Like · 3
 
Supamas Sirichotiyakul กำลังจะแนะนำเหมือนพ่อโจ้ค่ะ ลองหาอะไรที่เค้าชอบให้เรียนก็จะได้เจอเพื่อนบ้าง เล็กๆน้อยๆ เด็กวัยนี้จริงๆไม่ได้ต้องการเพื่อน 8 ชม ทุกวันค่ะ พาไปเรียนศิลปะ เรียนดนตรี เรียนกีฬา เอาที่เรียนเป็นกลุ่ม เน้นกิจกรรมร่วมกัน ก็จะมีโอกาสเรียนรู้จากเด็กคนอื่นเพิ่มค่ะ
December 10 at 4:19am via mobile · Like · 3
 
Rattana Mnshang เห็นหลายๆความเห็นนะคะ ว่าโรงเรียนคงไม่ได้ตอบโจทย์ในกรณีของคุณค่ะ หากคุณคิดแค่ว่า "โรงเรียนจะทำให้ลูกหายดื้อ" เพราะปัญหาของลูกของคุณตอนนี้ มันเป็นพฤติกรรมตามวัยของเค้าค่ะ และเค้าก็จะดื้อขึ้นเรื่อยๆด้วยค่ะ ถ้าคุณไม่รับตัว หากคิดจะสอนลูกเด็กเล็กด้วยตัวเอง คุณต้องทำตัวเป็นเด็ก สนุกสนานไปกับลูกด้วย หากผปค. ทำตัวเป็นแม่ เป็นครู เน้นสั่ง เน้นสอน อย่างเดียว "ลูกต้องเรียนอันนี้ ลูกต้องรู้อันนั้น ลูกอ่านตามแม่ ดูแม่..." แบบนี้เด็กต่อต้านแน่ค่ะ แต่หากคุณทำตัวเป็นเด็ก สอนลูกด้วยวิธีการเล่น เล่นโน่นเล่นนี่กัน โดยคุณต้องค้นหาดูค่ะ ว่าจะสอนลูกเรื่องนี้ต้องเล่นอะไรให้ลูกสนใจ และเข้าใจ มันก็จะมีปัญหาน้อยลง การทำโฮมสคูลจะเป็นเรื่องง่ายและสนุก
December 10 at 8:10am · Like · 6
 
Rattana Mnshang และเห็นด้วยเช่นกันค่ะ ว่าลองพาลูกไปเข้าโรงเรียนก็ได้ค่ะ ให้ลูกเลือกเอง ว่าจะไปโรงเรียน หรือจะอยู่บ้าน อย่าไปยึดติด ยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องทำแบบที่เราคิด ต้องแบบนี้ดีที่สุด เพราะชีวิตเป็นของลูกค่ะ เรามีหน้าที่สนับสนุน และให้คำชี้แนะ เวลาที่ลูกเจอปัญหา เช่นดิฉันนี่ เกลียดโรงเรียนเป็นที่สุด และแอนตี้วิชาการ แต่ลูกชายเค้าชอบ สนุกกับสังคมและโลกแบบนี้ เค้าไปโรงเรียนเจอโจทย์ทุกวัน เรื่องพฤติกรรมเพื่อน เรื่องโน่นๆนี่ มาคุย มาปรึกษา เราก็ชี้แนะ แยกแยะ เค้าก็ไปแก้ปัญหาของเค้าเอง การที่เด็กๆไปโรงเรียน จะเจอปัญหามนุษย์หลากพ่อ พันธุ์แม่เยอะแยะค่ะ ปัญหาเยอะ แต่หากเรารับมือดีๆ และมีวิธีการดูแลลูกดีๆ ก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ลูกก็แข็งแกร่งในโลกแห่งความจริงที่ไม่ค่อยสวยงาม ส่วนวันหยุดเราก็ทำโฮมสคูล เรียนสิ่งที่โรงเรียนไม่ได้สอน พาไปเรียนลูกจากโลกกว้าง เจอเพื่อนต่างสังคม ต่างโรงเรียน ต่างวัย นี่ก็เป็นอีกทางเลือกนึงค่ะ
December 10 at 8:17am · Edited · Like · 6
 
Rattana Mnshang ตอนที่อยู่ฮานอย เห็นเด็กฝรั่งทำโฮมสคูลค่ะ เพราะค่าเรียนอินเตอร์ที่ฮานอยแพงมาก เค้าจ่ายกันไม่ไหว วันว่างเค้าก็ชวนเด็กไปเล่นว่ายน้ำกัน หรือ วันอาทิตย์ เด็กๆก็ไปรวมกันที่โบสถ์ เด็กๆก็ทำกิจกรรมของเด็กๆ มีรุ่นพี่ช่วยกันดูแลรุ่นน้อง ผู้ใหญ่ก็เรียนพระคัมภีร์ เด็กได้ทำกิจกรรมกลุ่ม ฝึกจิตอาสา ภาวะผู้นำ และมีการคิดโครงการหาทุน เพื่อช่วยการกุศล เด็กๆก็นัดเจอกันตามบ้าน ทำงานศิลปะ เพื่อขายหาเงิน ก็มีค่ะ หากแถวบ้านมีกลุ่มคริสเตียน ลองไปดูนะคะ ที่เมืองไทยก็มีค่ะ ดิฉันก็พาลูกไปทำกิจกรรมแบบนี้เหมือนกัน ที่ Home Church เล็กๆแห่งนึง ลูกๆได้เจอเพื่อนใหม่ๆ และทำกิจกรรมกับเด็กๆ ด้วยค่ะ
December 10 at 8:20am · Like · 1
 
Rattana Mnshang สรุปคือ ปัญหาของคุณนั้น คุณคงต้องคิดดูว่า คุณจะปล่อยวางอะไรได้บ้าง หากจะทำโฮมสคูลต่อไป ก็ต้องปล่อยวางความกังวล และปล่อยวางวัย ทำตัวเป็นเด็ก หากิจกรรมเล่นกับลูกที่สอนลูกไปด้วย เพราะวัยของเค้าต้องเป็นวิธีนี้ พอโตก็เปลี่ยนวิธี หรือ หากไม่ไหว ปรับตัวเป็นเด็กไม่ได้ ก็พาเค้าไปโรงเรียนค่ะ และคอยแก้ปัญหาพฤติกรรมอื่นๆที่จะตามมา
December 10 at 8:24am · Like · 3
 
Weera-anong Suwankornsakul พี่ว่าถ้าจินกังวลมาก ง่ายสุดคือลองส่งไปโรงเรียนทางเลือกที่จินดูว่าดีแล้วดูก่อน ถ้าไม่ work ก็ค่อยกลับมาทำ HS ก็ได้ เพราะ แต่ละครอบครัวมีความคาดหวัง และปัจจัยพื้นฐานต่างๆกันไป คำถามของจิน จินอาจต้องปฏิบัติดูเองจึงจะหายกังวลและได้คำตอบ ถ้าถามในนี้ยังไงๆ คำตอบคือไม่มีปัญหา เพราะว่าทุกคนทำ HS หมด และเชื่อมั่นในแนวทางของเขาอยู่แล้ว แต่จินยังไม่ได้เริ่มอย่างจริงจังจึงยังมีความสงสัยและกังวลอยู่ การอ่านคำบอกเล่าต่างๆ ช่วยให้สบายใจได้ในระดับนึง แต่การที่จะทำให้จินหมดกังวลได้คือต้องลองเท่่านั้นนะพี่ว่า
December 10 at 9:54am via mobile · Like · 9
 
Chutie Chutie จิน ชุว่าตอนนี้เราอารมณ์เดียวกันมากเลย ชุคิดเหมือนจินเลย เลยคิดว่าจะลองไปโรงเรียน แต่พอผ่านสัมภาษณ์และเข้าโรงเรียนอย่างรุ่งอรุณกับวรรณสว่างจิตได้ กลับกังวลต่ออีก ไม่อยากเสียเงินพาลูกไปทำอะไรซ้ำๆ เเละก็รู้ว่าไปก็ไม่ได้เล่นทั้งวันหรอก ขนาดครูที่รุ่งอรุณยังบอก ถ้าผลผลิตของโฮมสคูลดีแบบนี้และลูกมีความสุขทั้งสีหน้า แววตา ท่าทาง แบบนี้ก็ไม่ต้องมาโรงเรียนหรอก ถ้าสามารถหาเพื่อนเล่นได้ เพราะสุดท้ายโรงเรียนก็คือโรงเรียน เราเลือกไม่ได้ทุกอย่างหรอก
December 10 at 2:25pm via mobile · Unlike · 7
 
Chutie Chutie ถ้าความคิดชุ สามี และลูก ตอนนี้ คือ ถ้าแม่มีความสุขที่จะเล่นกับลูก และมีเวลาพาไปเล่น ไปเรียนกับเด็กวัยเดียวกันบ้าง อาทิตย์ละ 3-4 วัน โฮมสคูลน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แต้ถ้าแม่ไม่มีความสุข เบื่อที่จะเล่นกับลูก และหาเพื่อนเล่นให้ลูกไม่ได้ ก็พาไปโรงเรียน ชุเองยังเชื่อว่า ลูกต้องการแม่มากกว่าเพื่อนเล่นนะในวัยนี้ แต่เมื่อให้เค้าเล่นต้องปล่อยอิสระไปเลย
December 10 at 2:32pm via mobile · Like · 6
 
Chutie Chutie ถ้าไปโรงเรียนแล้วลูกมีความสุข แม่มีความสุข กลับบ้านมาก็ใช้เวลาคุณภาพด้วยกัน ก็โอนะ อยู่ที่เราต้องถามตัวเอว่า เลือกแบบไหนแล้วทั้งเราและลูกจะมีความสุขกว่า 
 
ของชุช่วงที่ลองทิ้งลูกไว้บ้านยาย แล้วดูเหมือนตัวเองจะมีความสุขและลูกจะมีความสุข ต้องบอกว่า ตัวเราไม่มีความสุขเลย เพราะต้องมานั่งแก้พฤติกรรม ส่วนลูกมีความสุขจนลืมแม่ แต้พอมาใช้เวลาอยู่ด้วยกัน โดยพาเข้าไปเรีนนอะไรบ้าง ไปเล่นที่อื่นที่ไม่ต้องมีแม่อยู่ เราเองก็สุข ลูกก็สุข เวลาที่เหลือก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข บางวันตามใจลูก บางวันตามใจแม่ เราได้สอนเอง การเรียนรู้เค้าก็ดี อารมณ์ก็ดี ไม่มีปัญหาอะไร
December 10 at 2:40pm via mobile · Like · 4
 
Kung Lert คำตอบสุด ท้ายของเราเหมือนคุณ Weera ค่ะ ว่าให้ไปลองเทอมนึง ยอมตัดใจเสียค่าแรกเข้าไปเลยถ้าจะไม่ไปอีก สุดท้ายก็ด้วยพื้นฐานที่ว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ทุกคนจะไม่อยากไปโรงเรียนเหมือนกันหมด (มีคนรู้จักสองสามคนที่ลูกชอบไปโรงเรียนมาก) ได้ลองทีก็จะเริ่มรู้เองว่าเราตัดสินใจให้ลูกหรือเขาตัดสินใจเอง ส่วนเรื่องโรงเรียนกิจกรรมเราว่าเด็กก็ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์เท่าไหร่ (ถ้าดูจากที่ฮ่องกง แต่ที่ไทยไม่รู้) ตอนอยู่ไทยลูกก็เล่นกับเด็กแถวบ้าน แต่คงต้องหาพอแม่ที่คิดเหมือนกัน คือสนับสนุนให้ลูกเล่นกับเพื่อนที่บ้านหรือเล่นนอกบ้าน แต่เท่าที่เห็นส่วนใหญ่คือเห็นเปิดทีวีให้ลูกดูที่บ้านบ้าง เพื่อนบ้าน (ผู้ใหญ่) ไม่ค่อยปฏิสัมพันธ์กันบ้าง หรือไม่มีเวลาพาออกไปเล่น หรือขี้เกียจ หรือเด็กเรียนพิเศษ ฯลฯ แต่ยอมรับว้าเรื่องพวกนี้เห็นดูง่ายๆ แต่ความเป็นจริงสมัยนี้ทำได้ยากไม่เหมือนสมัยเราเด็กๆ
December 10 at 2:48pm via mobile · Like · 3
 
Titima Wanwilaiwan เด็กดื้อรั้น ก็เป็นไปตามวัยล่ะค่ะ วัยนี้กำลังค้นหาขอบเขต อะไรที่คุณแม่ยอมให้ทำ หรือไม่ยอมให้ทำ หาแนวทางและเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นในแต่ละปี..ปกติเด็กจะดื้อกับพ่อแม่ ไม่ดื้อกับคนอื่นหรอกค่ะ ถ้าส่งไปโรงเรียนอาจจะไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องดื้อรั้น ..ส่วนเรื่องเพื่อน ตามประสบการณ์พบว่า ถ้าเขามีเพื่อนเล่นด้วย เขาก็เล่นได้สนุกและเล่นได้นานกว่าเล่นกับพ่อแม่ แต่เล่นกับลูกพี่ลูกน้อง หรือ หาเพื่อนวัยใกล้เคียงกันแถวใกล้ๆ บ้านมาเล่นด้วยกันก็ได้นะคะ เด็กสามขวบยังเล็กอยู่เลย นอกเสียจากว่า คุณแม่มีความจำเป็นต้องส่งลูกไปโรงเรียน อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ต้องลองดูค่ะคุณแม่ บางทีลูกอาจจะชอบ หรือ ไม่ชอบก็ได้
December 10 at 2:59pm · Like · 2
 
Unnop Sricharoenchai 555 สรุปเป็นเหมือนกัน ผ่านกันมาหมดใช่มะเนี่ย ถ้าอะไรมันดีพร้อมทุกอย่างก็แสดงว่าเสื้อแห่งความสุขมีจริง แบบนี้ต้องฝากหามาให้นำทางสักดัวด้วยนะครับ นำทางบอกว่า "มันมีความทุกข์"
 
tee.homeschoolnetwork.org
December 10 at 6:38pm · Edited · Like · 2 · Remove Preview
 
Unnop Sricharoenchai คงต้องเลือกเอาระหว่าง "เรียนแก้กับเรียนผูก" จะแก้ปัญหาจากผู้อื่นแล้วมาผูกใหม่หรือจะหัดผูกเองแต่ต้นจนจบไม่ต้องพึ่งพาใคร ขอให้โชคดี 
December 10 at 6:43pm · Edited · Like · 2
 
Sajin Prachason เหมือนคุณตี๋มาช่วยกล่าวปิดกระทู้เลยนะคะ  
...ขอขอบคุณทุกคนมากนะคะที่ช่วยแลกเปลี่ยนและแชร์ประสบการณ์ ถือว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้กัลยาณมิตรที่ดีในสังคมออนไลน์แห่งนี้ ทำให้ได้กำลังขึ้้นอีกมากและก็ทำให้ได้กลับมาทบทวนสิ่งที่ตัวเองได้ทำ และสิ่งที่ตัวเองจะทำต่อไป คำตอบของหลายท่านทำให้เราเข้าใจเรื่องบางเรื่องที่เป็นปมอยู่ในใจขึ้นอีกเยอะ เราเป็นคนคิดมากและขี้วิตกคะ จริงๆออกแนว perfectionist หน่ะคะ อาจจะคุณสมบัติไม่ค่อยเหมาะเท่าไรสำหรับการทำ HS ให้ลูก เพราะก็จะเป็นแม่ HS ที่ออกจะเครียดและตรวจสอบตัวเองตลอดเวลา แต่ขอบคุณทุกคนจริงๆ
December 11 at 12:04am · Like · 4
 
Au BabyPloy ตามประสบการณ์ส่วนตัว อุปสรรคของการทำเรื่องใหม่ คือการใช้ใจน้อยกว่าความคิดค่ะ ในการทำโฮมสคูล หรือการเลี้ยงลูก ที่ทำมากคือใช้ความรู้คู่ความรู้สึกค่ะ ความรู้เป็นแค่การเบิกทาง แต่เดินต่อด้วยความรู้สึกค่ะ
December 11 at 7:34am · Edited · Like · 3
 
Theeramon Wongsaroj Sajin Prachason ขอบคุณที่ตั้งกระทู้นี้และช่วยแชร์ประสบการณ์นะคะ ตัวเองสนใจ HS อยู่ แต่รอบข้างยังคิดว่าไม่เหมาะ ทีบ้านเลยตกลงกันว่า ลองส่งลูกไปเรียนรร.ทางเลือกอินเตอร์แบบมอนเตสดู ผลที่ได้คือก็โอเค ลูกชอบรร.เพราะเหมือนไปเล่น ได้ภาษาแถมกลับมา แต่ขนาดผลตอบรับดี เราในฐานะเป็นแม่ ยังรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า ลูกยังต้องการเล่นอยู่กับเรา และยังสงสัยรร.อยู่เสมอว่า สอนอะไรลูกเราบ้าง ดูแลลูกดีไหม คิดตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาเหมือนกันค่ะ จนถึงตอนนี้ยังคิดเลยค่ะว่า ถ้าลูกส่งสัญญาณไม่ชอบรร.ขึ้นมาเมื่อไหร่ คงต้องเอาเรื่อง HS มาคุยกันอีกทีเลยค่ะ บ้านนี้เลือกลองส่งเข้ารร.ดู แต่ต่อรองให้เรียนแค่ครึ่งวัน 4 วัน ต่ออาทิตย์ แล้วเอาเวลาที่เหลือไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เขาชอบค่ะ ต้องบอกว่าที่เลือกอย่างนี้ โดยนิสัยอาจจะคล้ายกับที่เจ้าของกระทู้บอกคือ ทั้งเครียดง่าย วิตกจริต และ Perfectionist อยู่ในตัว พ่อบ้านเลยต้องการให้แม่มีเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ กลัวทำ HS แล้วจะเครียดมากกว่าเดิม แต่บอกตามตรงค่ะ เอาเข้าจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะส่งลูกไปรร.หรือทำบ้านเรียน ก็เครียดทั้งนั้นค่ะ ต้องแก้ที่ตัวเองเลยค่ะ (นั่งบอกตัวเองอยู่ทุ้กวัน)
December 11 at 9:56am · Like · 4
 
Chutie Chutie บ้านเราสรุปกันเมื่อวานแล้วว่าจะไม่ไปลองเรียน ทำโฮมสคูลต่อไป
December 11 at 11:53am via mobile · Unlike · 4
 
Supamas Sirichotiyakul สรุปแล้ว ลองแล้ว ไม่ชอบใจก็เปลี่ยนได้เรื่อยๆค่ะ คุยกับเพื่อนที่เป็นแบบเดียวกันว่า กว่าเราจะหาเจอว่าพอใจแบบไหน สงสัยลูกเข้ามหาลัยพอดี 555
December 11 at 12:03pm via mobile · Like · 1
 
Supamas Sirichotiyakul สามีเคยตั้งข้อสังเกตค่ะว่า แม่ๆ(หรือพ่อ)ที่ยอมเหนื่อยมาโฮมสคูลลูก ก็คือพวกที่วิตกจริต และ perfectionist นี่แหละค่ะ เพราะ รร ไหนๆก็ไม่ถูกใจเท่าทำเอง พวกที่พอใจง่ายๆหน่อย ไม่จู้จี้จุกจิก คาดหวังสูง เค้าก็ส่งลูกไป รร กันหมด สบายดี มีปมมาจาก รร บ้าง ก็แก้มั่งไม่แก้มั่ง ไม่เครียดมาก
December 11 at 12:07pm via mobile · Like · 7
 
Chutie Chutie คิดเหมือนกันเลยค่ะ ชุว่าพวกhsนี่แหละperfectionist
December 11 at 1:58pm via mobile · Like · 5
 
Weera-anong Suwankornsakul 5555 ก็น่าจะจริงนะคะ งั้นสงสัยแนนต้องทำ hs บ้าง เพราะเป็น perfectionist เหมือนกัน 
December 11 at 2:00pm · Like · 4
 
Chawanlak Kriengparinyakij ไม่ต้องตกใจค่ะ พ่อแม่ที่มีลูกประมาณ 2 ขวบกว่าๆ 3 ขวบ ที่คิดจะทำ HS แล้วลูกเพื่อนๆ กำลังเข้าโรงเรียน จะประสาทกินอยู่พักใหญ่ๆ แต่พอลองหาคำตอบ ให้ตัวเองและลูกได้ก็จะสบายใจ ส่วนคนไหนที่เริ่มHS ไปแล้วก็จะประสาทกินอีกรอบตอน จะเข้า ป.1 พอดีว่าพี่เลี้ยงอย่างคุณแม่อุ๊แม่น้องพลอย ได้บอกภาพรวมตามกระทู้ที่จินถามความคิดเห็นมา เลยเลิกประสาทกินไปแล้ว แล้วก็ตัดสินใจทำ HS อยู่แล้ว แล้วก็ลองส่งลูกไปโรงเรียนแล้ว ลองทุกอย่างเพื่อให้อาการประสาทกินมันหายไปก็จะได้คำตอบเอง เดี๋ยววันพฤหัสเจอกันค่อยเมาท์นะจิน@sajin
December 11 at 2:51pm via mobile · Like · 4
 
Weera-anong Suwankornsakul ต้องลองถึงจะรู้เท่านั้นแหละจิน จะลอง รร ก่อน หรือลอง HS ก่อนก็ได้นะ ลูกเรายังเล็กแค่นี้ เรามีเวลาเปลี่ยนอีกเยอะนะ กลับตัวทันแน่ถ้าสิ่งที่ลองไปมันไม่ดี อย่างที่พี่อุ๊ Au BabyPloy เคยสอนพี่ไว้ว่า เวลาจะสอนอะไรลูก ศึกษาข้อมูลให้ลึก และอย่าเอาแค่คิด แต่ให้ลงมือทำเลย เป็นสิ่งที่เตือนใจพี่ได้ดีมากๆ เพราะพี่เป็นพวกชอบหาข้อมูลมากองเยอะๆ อ่านมันเข้าไป แต่ไม่ค่อยยอมเริ่มทำสักที 5555
December 11 at 2:57pm · Like · 3
 
Theeramon Wongsaroj ไม่รู้เป็นไง แต่แอบดีใจว่าอย่างน้อยอาการประสาทกินไม่ได้เป็นคนเดียว และดูมีความหวังว่าจะหายด้วย เย้. เห็นด้วยว่าให้ศึกษาและลงมือทําเลยค่ะ. ท่ีบ้าน พ่อบ้านบอกไว้เสมอ ว่าไม่มีอะไรสายเกินไป เร่ิมต้นใหม่ได้เสมอ 
December 11 at 3:34pm via mobile · Like · 2
 
Sajin Prachason โอเคคะ ตกลงได้เพื่อนร่วมบุคลิกเยอะเลย เกินคาดนะเนี่ย ขอบคุณทุกๆคนคะที่ช่วยทำให้ความสงสัยและความลังเลใจกลายเป็นการเรียนรู้มากมาย
December 11 at 10:16pm · Like · 2
 
Mamanongne Ja โอ้ว ตั้งกระทู้ได้กระแทกใจตอนนี้เลยค่ะ กำลังเครียดเรื่องเดียวกันเลย พออ่านข้อมูลของทุกคนแล้วช่วยได้เยอะเลยค่ะ ขอบคุณทุกความคิดเห็นด้วยคนนะคะ เป็นประโยชน์มากๆเลยค่ะ
December 12 at 1:11pm · Unlike · 2
 
Jan Tonnaaw's Mum หลายคนมองเรื่องที่ว่าลูกยากมีเพื่อน แล้วคิดไปว่าลูกต้องมี/อยากมีเพื่อนวัยเดียวกัน
ต้องลองสังเกตลูกดีๆ นะคะ เค้าอยากมีคนเล่นด้วย ที่คุยกันรู้เรื่อง ไม่ใช่คนที่อายุเท่ากันนะคะ
ถ้าพ่อแม่เล่นกับเค้า สื่อสารกันเข้าใจ อะไรจะวิเศษไปกว่าพ่อแม่หล่ะคะ
Tuesday at 11:29am · Unlike · 9
 
อังคณา มาศรังสรรค์ แชร์เรื่องราวให้คุณแม่ค่ะ เมื่อครั้งที่เพื่อนสนิทเดินทางไปที่อินเดีย แล้วได้พบกับอ.เสกสรรค์ อาจารย์ได้วิพากระบบการศึกษาว่า มันยากจริง ๆ ที่จะทำให้เด็กของเราเติบโตทางความคิดภายใต้ระบบแบบนี้ และหากส่งลูกเรียนรร.อินเตอร์ ก็แปลกแยกและไม่มี connection กับเพื่อน ๆ ชาวไทยเท่าไหร่ ก็ยากอีกสำหรับตอนโตที่จะเริ่มทำธุรกิจ เพราะบ้านเราต้องการเรื่องเหล่านี้ แล้วอาจารย์ก็ได้พูดถึงว่า โฮมสคูลนั้น เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่หากมีเวลา ก็ยังดีกว่า เพราะที่มีอยู่เดิมนั้น มันไม่ไหวแล้วจริง ๆ
13 hours ago · Like · 3
 
อังคณา มาศรังสรรค์ ตัวณาเองได้โฮมสคูลลูกมาห้าปี ณาเน้นการให้ลูกได้พบกับศักยภาพของตัวเอง และอาจมีโอกาสอยู่ในพื้นที่ทำงานของตัวณา (workshop โรงเรียนพ่อแม่ลูก) อย่างน้อยก็ไ้ดยินสิ่งที่ผุ้ใหญ่คิด ได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ และเป็นก้อนหินก้อนหนึ่งในความคิดของเขาที่รอวันสัมฤทธิ์ผล ณาพบว่า ลูกเรามีความมั่นคงทางอารมณ์ อยู่กับสิ่งที่เขาทำอย่างดื่มด่ำ
13 hours ago · Like · 6
 
อังคณา มาศรังสรรค์ ลูกคนโตตอนนี้เขาขอเข้าเรียนม.๑ ก็ปรากฎว่า ระหว่างห้าปีที่ทำโฮมสคูล ลูกไม่ได้ไปเรียนพิเศษที่ไหน แต่เรามักพาไปตามพิพิธภัณฑ์ หรือเข้าค่าย พอเขากลับเข้าไปเรียนในระบบ ใช้เวลาไม่วถึงเดือนก็ตามทันและเรียนได้ในเกณฑ์ที่ดี ก็เลยกล้ามายืนยันให้คุณแม่ฟังค่ะว่า ไม่มีอะไรต้องแน่นอนแน่ใจทั้งหมด แค่เปรียบเทียบว่าแบบไหนดีกว่า ก็เดินหน้าทำเลยค่ะ เดินแบบชัดเจน มั่นคง อย่างไรณาก็เป็นกำลังใจให้ว่า ออกมาดีได้แน่นอนจ้ะ
13 hours ago · Like · 8
 
Paa Keng พี่ปันกำลังเรียนปอหก จะเข้ามอหนึ่ง กำลังคิดหนักเลยค่ะว่าจะทำบ้านเรียนกันดีมั้ย มาเริ่มตอนนี้จะสายไปมั้ย ...ถามเจ้าตัวเค้าก็ชอบอยู่นะคะ ไปโรงเรียนก็ไม่สนุก
13 hours ago · Like · 1
 
Jo Taijiquan เริ่มทำบ้านเรียนเมื่อไรก็ไม่สายครับ ยิ่งถ้าเด็กๆไม่มีความสุขกับการไปโรงเรียน แต่ละวันๆ ที่ส่งเด็กไปโรงเรียนก็เหมือนทำร้ายเขาไปทุกวันๆ (สำหรับคนที่ชอบแนวทางรักวัวให้ผูก รักลูกให้ส่งไปโรงเรียน อันนั้นไม่ว่ากัน)
12 hours ago via mobile · Like · 5
 
อังคณา มาศรังสรรค์ Paa Keng เห็นด้วยกับคุณโจค่ะ เมื่อไหร่ก็ไม่สาย ดีกว่าทรมานเขาไปเรื่อย ๆ หากเมื่อไหร่เขาพร้อม เขาก็เรียนได้เองจริง ๆ
12 hours ago · Like · 3
 
Paa Keng รักวัวให้ผูก รักลูกให้ส่งไปโรงเรียน ^^
12 hours ago · Like
 
Unnop Sricharoenchai จริงๆ ออกมาทีหลัง ก็ดีครับ ไม่เคยเห็นนรก ก็ไม่รู้ว่าสวรรค์มันเป็นยังไง ยังอยากจับเด็กไปโรงเรียนดูบ้างเลย เวลามันบ่นเบื่อ
11 hours ago via mobile · Like · 5
 
Hora Paryarkorn ความเห็นอาจจะมีหลากหลายนะคะ แต่โดยส่วนตัว ลองไปคงไม่ผิด แต่ถ้าจะผิดอาจรู้่สึกผิดที่ใจตอนที่ส่งไปแล้วปัญหาเกิดนี่สิคะ แต่ถ้าเราไม่ไป เราก็ไม่รู้คะ^^
11 hours ago · Like · 2
 
B Mae Din บางครั้งความต้องการของพ่อแม่มันใช่ความต้องการของลูกด้วยมั้ย ..ลูกเรามีความสุขกับการไปโรงเรียนมากค่ะ
10 hours ago · Like · 3
 
Lek Deecharoenkul ขึ้นอยู่กับบุคลิกเด็กจริง ๆค่ะ บางคนชอบอยู่คนเดียว บางคนชอบอยู่เป็นกลุ่ม บางคนชอบตามเพื่อน บางคนเป็นตัวของตัวเอง
9 hours ago · Like · 1

โพสต์ต้นเรื่องจาก https://www.facebook.com/groups/homeschoolnetwork/permalink/412181512185861/

Posted

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง