Apinya ทำไมถึงตัดสินใจโฮมสคูลลูก

by Apinya on Jul 03, 2012


ตอนที่โชกุนอายุประมาณสองขวบกว่าเกือบสามขวบละ เพื่อน ๆ ที่ คลาส gymboree แต่ละคน ๆ ก็ไปโรงเรียนกันทีละคนสองคน แต่ในความตั้งใจของม่าม๊าในตอนแรกก็ไม่ได้จะส่งให้ไปโรงเรียนตั้งเเต่อายุเท่านี้อยู่แล้ว ก็ยังเฉย ๆ จนไปเจอโรงเรียนนึงที่ดูแนวทางตามที่เค้าบอกไว้ น่าจะเข้าทาง ที่นั้นเป็นอินเตอร์ และแนวการสอนเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ม่าม๊าก็ดีใจมากพาไปเพื่อจะให้เรียน summer ทดลองก่อน กะว่าถ้าไปแล้วโอเคก็จะส่งลูกไปที่นี่ละ เพราะว่าต้องการให้โชกุนได้ฝึกใช้ภาษาต่อเจอเพื่อนในวัยเดียวกัน  ปรากฏว่า แนวทางที่คุยกับความเป็นจริงช่างสวนทางกันเสียเหลือเกิน ทำทุกอย่างที่ขัดใจม่าม๊าทุกสิ่ง แต่ว่าจะไปหาที่ที่เข้าใจพัฒนาการเด็กในโลกนี้จะมีมั้ยนี่[break]

สิ่งที่คุยไว้ในตอนเเรก
คุณแม่เข้าไปในห้องเรียนกับลูกได้เลยคะ จนกว่าลูกจะรู้สึกโอเคนานเเค่ไหนก็ได้ เเล้วค่อย ๆ เขยิบมารอนอกห้อง อาจจะวันสองวันหรือสองอาทิตย์หรือกินเวลาเป็นเดือน ความเป็นจริงที่เจอ
             ครูพยายามจับเราและลูกต้องเเยกกันตั้งแต่วันเเรกโดยที่ก็ไม่ได้เข้ามาให้ความอบอุ่นทางใจกับเด็ก ไม่ได้เข้ามาสร้างความคุ้นเคยอะไรมากมาย (แต่ตัวม่าม๊าคิดว่าสร้างความคุ้นเคยแค่เวลาสั้น ๆ แค่นั้นยังไม่พอที่จะสามารถแยกแม่ออกจากลูกง่าย ๆ หรอกมั้ง) เอาแต่คอยไล่ให้แม่ออกเเล้วพอลูกเราร้องก็จะเข้าไปโอ๋ มองแล้วเหมือนฉวยโอกาสอะ สั้งให้เราทิ้งลูกออกไปแล้วพอลูกร้องเข้ามาปลอบมาอุ้มมาโอ๋ (อันนี้ความเห็นส่วนตัว ไม่ชอบการกระทำแบบนี้ จริง ๆ น่าจะให้ทั้งแม่และลูกมีความมั่นใจอุ่นใจก่อนทำไมต้องใจร้อนขนาดนั้น) พ่อแม่เหมือนเป็นนินจาต้องพยายามหลบหลีกออกจากห้องหนีลูกออกมาให้ได้ (แต่ว่าขอโทษม่าม๊าดื้อไม่ออก ทำไมละเด็กต้องปรับตัวเร็วขนาดนั้นเลยเหรอเจอก็ไม่เคยเจอพวกครูพวกนี้มาก่อนลูกเราต้องมั่นใจในตัวเค้าขนาดนั้นเเล้วเหรอ พอดีลูกเราเลี้ยงมากับมือมีความมั่นคงผูกพันกับแม่พ่อ มาก ซึ่งจริง ๆ เป็นพัฒนาการที่แสดงให้เห็นในทางที่ดีด้วยซ้ำว่ามีความผูกพันกับแม่และพ่อ แต่ว่าสังคมทำอะไรอยู่ ทำไมต้องพยายามจะแยกออกจากกันในเวลาที่สั้นมากเด็ก ณ ตอนนั้นสองขวบกว่าแค่เกือบสามขวบ ต้องอะไรมากมาย


กิจกรรมที่ให้ทำเราเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ความเป็นจริงที่เจอ
            กิจกรรมต่าง ๆ รู้สึกได้ว่าเน้นผู้สอนเป็นสำคัญ เห็นทำอะไรก็ต้องตามเวลาที่คิดมาเเล้วว่า เวลาเท่านี้ ๆ ทำสิ่งนี้ เวลานี้ ทุกคนต้องหยุดแล้วทำสิ่งที่ครูจะบอกต่อ โอ้ยขัดใจอะเวียนหัว เราสอนลุูกมาเองกับมือตลอด ถ้าลูกเรายังมีสมาธิจดจ่อเราไม่เคยสั่งให้ลูกเลิกทำเลย แต่ว่านี่ไปโรงเรียน เรารู้สึกได้เลยว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ลูกชั้นจะต้องทำอะไรในสิ่งที่ครูสั่งตลอดเวลา จนไม่มีเวลาทำและพัฒนาในสิ่งที่ตนเองสนใจแน่ ๆ เเย่ ๆ ทำไมละ จริง ๆในห้องเรียนควรมีสื่อ กิจกรรมที่หลากหลายเหมาะสมกับวัยเเล้วเค้าอยากเล่นอะไร ก็เรื่องของเค้าครู คือ ผู้เเนะนำจะดีกว่าหรือไม่ มันจำเป็นด้วยเหรอที่เวลานี้ทุกคนต้องสนใจที่จะเล่นบล็อคไม้เหมือนกันทั้งห้อง แต่ว่าถ้ามีกิจกรรมให้เด็กหลากหลายจัดไว้ในห้อง เด็กวัยเดียวกันย่อมมีกลุ่มที่สนใจในสิ่งเดียวกันเค้าต้องเล่นด้วยกัน ตามลักษณะของเด็ก กลุ่มนี้อาจจะสนใจเล่นสิ่งนี้ อีกกลุ่มอาจจะสนใจเล่นอีกสิ่ง ครูมีหน้าที่สอนการเล่น ผู้ชี้เเนะ ช่วยเหลือ แนะนำ ส่วนกิจกรรมที่จะต้องทำพร้อมกันจริง ๆ ก็ควรจะยึดพัฒนาการของเด็กเป็นหลักไม่ใช่ เน้นตัวครูเป็นหลักครูไม่ถามเด็กเลยไม่มีตัวเลือกในกิจกรรมที่จะสั้งให้ทำทั้งห้องว่าอยากทำอะไรสนใจทำอะไร คือเอาง่าย ๆ ครูหาแผนการสอนมาแบบนี้เธอต้องทำแบบนี้


วุฒิการศึกษาของครู ความเป็นจริงที่เจอ
มาทราบทีหลังว่าช่วงนั้นคือช่วง summer ครูจริง  ๆ กลับต่างประเทศ ครูต่างประเทศที่นำมาสอนช่วงนั้นคือ จริง ๆ แล้ว คือ บรรณารักษ์ คะ ได้ยินเเล้วจะลมจับ ไม่น่าละดูแล้วไม่เข้าใจพัฒนาการเด็กเลย และดูทำไรไม่เห็นจะจูงใจเด็กเลย ดีว่าม่าม๊ารู้สึกได้เลยให้ไปเรียนแค่สามวันพอจบ


สรุปไม่ผ่านครอบครัวเราก็ตระเวนหาอีกสองสามโรงเรียนลองไปทดลองสักสองวัน แต่ละที่ทำร้ายจิตใจม่าม๊าเกินไป เอาง่าย ๆ ม่าม๊าเองก็ไม่พร้อมที่จะส่งเด็กสองขวบกว่าทันทีแล้วปล่อยให้ร้องไห้ ผิดหวัง จนต้องเลิกร้องไปเอง ทำใจไม่ได้จริงทำไมการจะไปเรียนไปเจอเพื่อนมันช่างโหดสำหรับเด็กเล็กจัง ทำไมม่าม๊าเคยสงสัยว่าทำไมพ่อแม่ถึงเลือกที่จะเชื่อครูที่โรงเรียนเชื่อโรงเรียนที่บอกว่าเด็กต้องเเยกจากผู้ปกครองนะคะต้องทำในวันนี้ตอนนี้เท่านั้นไม่ทำตอนนี้จะลำบาก ทำไมเค้าไม่คิดว่าในช่วงชีวิตนึงลูกก็จะต้องการเราสุด ๆ ก็เเค่วัยนี้เท่านั้น ทำไมต้องให้สังคมมาบอกเราให้เราทำตามแล้วเราต้องเดินตามอย่างไร้ข้อสงสัยด้วยนี่ งง จัง 

ที่พูดแบบนี้ไม่ได้ ต่อต้านสังคม หรือ ต่อต้านระบบโรงเรียนใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ เพราะว่าเด็กบางคนเหมาะที่จะไปโรงเรียนมากกว่า มีเพื่อนเล่น มีกิจกรรมทำที่ดีกว่าการที่อยู่บ้าน ซึ่งที่บ้านอาจจะไม่มีคนเล่นด้วยไม่มีกิจกรรม เด็กอาจจะเปิดทีวี เล่มคอม เป็นต้น และถ้าในกรณีว่าวันหนึ่งโชกุนอยากจะไปโรงเรียนขึ้นมาเราก็ต้องให้เค้าไป ไปลองว่าตัวเค้าเองเหมาะสมกับระบบไหนเค้าก็จะเลือกเอง บางทีโชกุนอาจจะชอบที่จะไปเรียนในโรงเรียนมากกว่า แค่ตอนนี้อยากให้ม่าม๊า ป่าป๊าและคนในครอบครัวสอนอยู่ ดังนั้นเเสดงว่าเค้าเลือกเเล้วว่าเค้าอยากทำแบบนี้ในเวลานี้ วันข้างหน้าค่อยว่ากันอีกที วันข้างหน้าจะเรียนระบบไหน ก็ไม่เป็นไรเพราะว่ายังไงม่าม๊าก็คงจะทำโฮมสคูล ควบคู่ไปตลอดอยู่แล้ว หนทางยังอีกยาวไกลนัก 


จนสุดท้ายได้ข้อสรุปว่า  บังเอิญระบบโรงเรียนเเค่ไม่ตรงกับลักษณะของบ้านเรา ณ เวลาที่ลูกอายุเท่านี้ เราจึงตัดสินใจเลือกจัดการศึกษาลูกเองดีกว่าสบายใจกว่า และก็ม่าม๊าก็จบจิตวิทยาพัฒนาการมาด้วยมันทำใจไม่ได้จริง ๆ เห็นโรงเรียนเค้าสอนอะไรเน้นความสวยงามเยอะไปนิดเน้นอ่านเขียน อันนี้บ้านเราเรื่องมากเองคงไม่เหมาะที่จะไปโรงเรียนอีกเช่นกัน ณ เวลานี้ และโชกุนเป็นเด็กที่ม่าม๊าพาไปเจอคนเจอสังคมไปเรียนรู้อะไรมากมายในโลกกว้าง ๆ ห้องเรียนของโชกุนมันกว้าง สนุกสนาน เเละเรียนได้ทุกที่จน เราทั้งครอบครัวมีความสุขกับการที่ได้สอนลูกถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ให้ลูกเราเองด้วยตัวเราเอง ได้เติมเต็มกันทุกวัน ลูกมีโอกาสเรียนรู้การทำงานของพ่อแม่ พ่อแม่มีส่วนร่วมในการเรียนของลูกอะไรจะมีความสุขขนาดนี้ ถ้าคิดย้อนได้ม่าม๊าจะไม่พยายามผลักให้ลูกต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสมกับครอบครัวเรา 

Posted in ไม่มีหมวดหมู่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง