แรงกดดันของสังคม
ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง เด็กตามธรรมชาติ 
เขียนโดย จอห์น บี ทอมสัน, ทิม คาน, มิลเดรด มาเชเดอ, ลิน โอลฟิลด์, มิเชลา คึกเกลอ และโรแลน มิกแฮน เขียน วิศิษฐ์ วังวิญญู แปล
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีและอยากแนะนำ คือ เพื่อเข้าใจเด็กมากขึ้น เพราะว่าเด็กไม่ว่าจะเชื้อชาติใดชนชาติใด ก็มีความต้องการพื้นฐานเเละพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจเหมือนกัน ต้องการความรักและความเข้าใจวัยของพวกเค้า แต่ว่าสังคมยุคสมัยเปลี่ยนไปบางทีบางครั้งเด็กเหมือนไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ เหมือนโตเร็วเกินไป ต้องเรียนรู้ในเรื่องหนัก ๆ เกินวัย เช่น อ่านเขียนตั้งเเต่พัฒนาการยังไม่ถึงขั้นนั้น ทุกคนชอบภาพที่สวยงาม อ่านออกเขียนได้ยิ่งเร็วยิ่งดี แต่ว่าแท้จริงแล้ว ของแบบนี้เมื่อถึงวัยที่เค้าต้องอ่านออกเขียนได้เค้าจะทำได้อย่างมีความสุขและเข้าใจอะไรง่าย ๆ ควรสอนเด็กในเรื่องที่พัฒนาการของเค้าสามารถที่จะทำได้แล้ว ตอบสนองในเรื่องที่ควรทำมาก ๆ เด็กควรได้รับการกอด การอุ้มมาก ๆ เพื่อให้เค้ามีความมั่นคงทางจิตใจ เราก็ต้องตอบสนองเค้าในด้านนั้นมาก ๆ หรือในวัยที่เค้าต้องการเล่นตามวัยก็ควรจะปล่อยให้เล่นตามวัยโดยที่เราดูแลสอดแทรกเสริมให้ตรงกับพัฒนาทางด้านร่างกายและการเรียนรู้ของเค้าในขณะนั้น 
[break]


หนังสือเล่มนี้พอได้อ่านแล้วเหมือนกลับไปนั่งเรียนจิตวิยาพัฒนาการอีกครั้ง ได้สาระและบางทีช่วยเตือนสติว่า เราต้องไม่เอาแรงกดดันของสังคมมากดดันลูกเรา ดังที่ในหนังสือได้เขียนไว้ว่า
ภาพเย้ายวนของเด็กเก่ง นำแรงกดดันมากมายมาสู่พ่อแม่ ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ทำให้เรื่องนี้ย่ำแย่ลงไปอีก ผลก็คือ เด็กจะถูกสอนในช่วงเวลาที่ผิด ด้วยวิธีที่ผิด เพื่อตอบสนองเป้าประสงค์ของพ่อแม่ แต่ว่าไม่ใช่ของเด็ก เด็กต้องเสียสละความเป็นเด็กให้กับอัตตาของพ่อแม่และการค้ากำไร (หน้า 24)


คนที่น่าสงสารคือเด็ก ที่ไม่ได้ทำอะไรตามวัยแต่ว่าต้องทำตามที่สิ่งพ่อแม่ต้องการ  แต่เด็กสามารถทำให้กับพ่อแม่ที่ตนเองรักได้ เสียสละเรื่องของตนเองไม่ได้เล่นไม่ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ควรจะเรียน พ่อแม่บางคนกดดันลูกมากมายจนลืมมองไปว่า เค้าได้มีความสุขตรงตามวัยของเค้ารึยัง 


เราสองคนไม่เคยคาดหวังว่าลุกต้องเก่งที่สุด ดีที่สุด  ขอเพียงอย่างเดียวเค้าได้ทำในสิ่งที่วัยของเค้าจะต้องทำหรือยัง เราคาดหวังลูกเป็นเด็กพัฒนาตามวัยและมีความสุข เพราะว่าเราสองคนเชื่อว่าวันข้างหน้าเค้าจะมีแรงเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอเค้าอีกมากมาย