Chawannud หันมองก้าวย่างที่ผ่านมา 1

by Chawannud on Dec 27, 2012


 

ความเปลี่ยนแปลงของพ่อ จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงอื่นๆในครอบครัว

 

ครบปีที่ครอบครัวจะต้องสรุปการเรียนรู้แบบบ้านเรียนส่ง รร หมู่บ้านเด็กกาญจนบุรีอีกแล้ว เป็นเรื่องดีที่เราจะได้ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา จริงๆแล้วปีนี้เป็นปีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงกับพ่อก่อน เริ่มจากพ่อบอกแม่ว่าอยากไปปฏิบัติธรรมช่วงเข้าพรรษา เพราะพ่อได้หยุดพักงานทุกอย่าง อาจเป็นการจัดสรรจากจักรวาล ที่มองเป็นเรื่องทุกข์ ก็น่าทุกข์อยู่เพราะงานที่รับช่วงมาจากพ่อแม่ ค่อยๆหยุดลง และบอกขายกิจการ เกิดคำถามเหมือนกันว่า แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป แต่ก็เป็นเรื่องดี ที่พ่อแม่ลูกมีเวลาได้ไปเที่ยวด้วยกันและอีกหลายอย่างที่ต้องขอบคุณโอกาส ที่มาจากวิกฤต 

 

เรื่องแรกคือ แม่ถามพี่ที่วัด ว่าพ่อจะไปเรียนสมาธิที่ใดดี ที่สำนักสงฆ์สามัคคีธรรมติ เป็นที่ใหม่ มีเพียงขนำหลังคามุงจากเกือบพอดีตัวเรา มีผ้าเต๊นท์เป็นฝา กันน้ำ กันฝน พ่อตัดสินใจที่จะมาที่นี่ทันทีในวันรุ่งขึ้น พ่อบอกว่าจะอยู่สักห้าวัน วันที่หก พ่อกลับมาพร้อมกับข่าวดีว่าเลิกบุหรี่แล้ว ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ระบายความเครียดมาหลายปี แต่ก็ใช้วิธีหักดิบ และอดข้าวเย็นด้วย และพ่อเอาจริงเอาจังกับการเรียนรู้เรื่องนี้ ที่ขาดหายไปเมื่อเป็นพระหนุ่ม บวชครบหนึ่งพรรษา พ่อไปอยู่วัดต่ออีกสองรอบ จากนั้น แม่ และยายก็ตามไปเรียนด้วยตามคำบอกของพ่อ

 

ด่านป่าช้า...เผชิญความกลัว ความไม่รู้

 

ที่วัดนี้ แปลกจากวัดอื่น ที่เขาจะมีให้นั่งเป็นด่านๆไป เช่น ด่านป่าช้า ด่านถ้ำ ด่านงู ด่านช้างป่า ด่านป่าช้านั้น เขาปิดเป็นความลับ ไม่ค่อยบอกกัน แต่พอถึงเวลา พระอาจารย์จะเรียกไปสอบ และบอกผลว่า คืนนี้ไปเลย พ่อก็ไม่ยอมบอกว่า ไปนั่งที่หน้าเมรุเผาศพคนเดียว ตามสภาพของป่าช้า ไม่มีการนำอะไรไป แถมยังให้เราจุดธูปเชิญวิญญาณต่างๆ ทีมงานที่ไปส่ง ก็คือพวกที่เคยนั่งมาแล้ว เด็กวัดจะบิวล์ทจนเรากลัว และทิ้งเราไว้ที่นั่งสองชั่วโมงเต็ม พ่อบอกว่ากลัวมาก แต่ก็ต้องใช้วิธีภาวนาแบบพระอาจารย์บอก ไม่งั้นเราจะเตลิดเปิดโปง โดนหลอกแน่ๆ เหมือนพี่ที่สนิทกัน บางคนก็เห็น รู้สึกโน่นนี่ 

 

ตอนที่แม่ไปนั่งก็ทรมานมาก หากพระอาจารย์ไม่บอกให้ไป เราก็คงพลาดโอกาสทดสอบตัวเองด้วยวิธีแบบนี้ เห็นความกลัว ความโกรธ ได้ยินเสียงต่างๆ ที่ชักนำให้เราคิดไปทางน่ากลัว เพราะเราเลือกที่จะนั่งติดกำแพง โดยไม่รู้ว่านั่นคือที่วางโลงศพ ใกล้เชิงตะกอน และเราต้องนั่งที่นี่คนเดียวสองชั่วโมง น้องอีกคน ไปนั่งอีกมุมของป่าช้า เป็นป่าช้าจีนที่ล่ำลือว่าผีดุเช่นกัน ใกล้เที่ยงคืน ไ้ยินเสียงสังกะสี เปิดเข้า ออกในความเงียบ และอีกสารพัด เวลาผ่านไปช้ามาก เห็นความคิดที่จะวิ่งออกจากกระโจมกันยุง ขนาดพอดีตัว หนีไปจากที่นั่น แต่ถ้าทำอย่างนั้นก็น่ากลัวเสียกว่า เพราะข้างนอกก็มืดพอกัน และไม่รู้ทางกลับวัด

 

ส่วนยายแก่แล้ว ในวัดเขาก็จัดโซน เอาโลงศพ ที่มีศพจริง ถือเป็นครูบาอาจารย์ เพื่อมาสอน ทดสอบเรา มีศพเด็กฝังขนาบด้วย ยายมาเล่าภายหลังว่ามีเสียงคนเดิน คนมาลูบ

 

ท่ามกลางความเป็นห่วงของแม่ พ่อพาลูกชายสองคนไปหลังจากนั้น น้องหมิง อายุ สิบเอ็ด สามารถเดินจงกรม สลับกับนั่งสมาธิ สาม รอบ อีกวันก็ได้ไปสอบที่ด่านโลง ในวัดหนึ่งชั่วโมง หมิงบอกคล้ายกันว่า ได้ยินเสียงบางอย่าง รู้สึกกลัว แต่ก็ใช้วิธีภาวนาที่ทำให้กลับเข้ามาอยู่ตัวเองตามที่พระอาจารย์สอน น้องหลง เก้าขวบไปอยู่สามวัน แต่ก็ใช้วิธีเรียนรู้ต่างกับหมิง ที่พระอาจารยืแยกไปสอนต่างหาก ในที่สุดหลงก็กลับมาบอกแม่ว่า หลงผ่านแล้ว น่ากลัวมาก ได้ยินเสียงคนเดินมาข้างหลัง ส่วนพี่หง อายุสิบสี่ ร้องไห้ ตั้งแต่วันแรก จนวันที่สาม และก็ผ่านด่านโลงในที่สุด ได้ยินเสียงของเล่นเด็กและอื่นๆเช่นกัน พระอาจารย์บอกว่า ความกลัวจะเร่งให้เราอยู่กับการภาวนา เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ การฝึกแบบนี้ทำให้เด็กๆมีทียึดเกาะของจิต

 

พ่อเองก็เริ่มท้าทายความกลัวไปนั่งในถ้ำ ตอนก่อนเที่ยงคืน จนตีสี่ โดยไม่มีไฟ และด่านงู ที่เขาให้เรานั่งในกรงเล็กๆ และใส่งูลงไป พ่อบอกว่าเหมือนงูจะรู้ว่าเราไม่ภาวนา เพราะเขาจะขู่ฟ่อๆ

 

เป็นการเรียนรู้ที่ออกนอกกรอบ ที่น้องหมิงสนใจฝึกตาทิพย์ต่อจากนั้น และเด็กๆชอบอ่านเรื่องลี้ลับ ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของพระสงฆ์ การระลึกชาติ หรืออื่นๆ 

 

Posted in ไม่มีหมวดหมู่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง