Suppakrit สอนอย่างไร ให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ 1 ชาตรี สำราญ

by Suppakrit on Aug 21, 2012



สอนอย่างไร
ให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้  จากวารสาร วิทยบริการปีที่5 ฉบับที่2  พค-สค 2538

 
ผมเป็นคนที่โชคดี  โชคดีที่มีโอกาสได้เป็นครูอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้  เมืองที่เพียงเอ่ยชื่อใครๆ  ก็กลัว  กลัวตามข่าวที่ปรากฏอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
โชคดีที่ได้สอนเด็กๆ  ที่นับถือศาสนาอิสลาม  ซึ่งนิยมพูดและใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง  พูดภาษามลายูท้องถิ่นเป็นภาษาแม่เป็นภาษาที่หนึ่ง
โชคดีที่เข้าไปสอนเด็กๆ ที่ใครๆ บ่นว่าโง่  ซน  เกเร  ไม่เอาถ่าน
ผมเข้าไปสอนเด็กๆ เหล่านี้เพียงเพื่อจะพบว่า  แท้จริงแล้ว  ผมยังไม่เคยเข้าใจเด็กเลย 
แล้วผมจะให้เด็กเหล่านั้นสอนผม[break]

ครับ  ใช่เด็กเป็นครูที่วิเศษที่สุด  สำหรับผม
ผมคิดอยู่เสมอว่า  ผมจะสอนเด็กอย่างไร
ผมคิดอยู่เสมอว่า  ผมจะเอาอะไรมาสอนเด็ก
ผมคิดอยู่เสมอว่า  เมื่อไหร่ผมจะสอนเรื่องนี้ให้เด็ก
ผมคิดอยู่เสมอว่า  แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กเกิดการเรียนรู้แล้ว
แล้วเด็กนั่นแหละ  เป็นผู้สอนผม
เด็กสอนผมอย่างไร  ลองอ่านต่อไปสิครับ
ชั่วโมงสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ผมเข้าไปสอนเด็กๆ
            “นักเรียนลองอ่านให้ครูฟังหน่อยครับ”  พูดพลางผมก็ชี้ให้เด็กๆ อ่านข้อความบนกระดานดำ
            “ปลวกชอบอยู่ที่ไหน”  เสียงเด็กๆ อ่านขึ้นพร้อมกัน  ผมรู้ดีว่าเด็กบางคนอ่านข้อความนี้ไม่ออก  แต่เมื่ออ่านเป็นกลุ่มแล้ว  เด็กจะอ่านออกตามเพื่อน  (แต่ความจริงเขาก็อ่านไม่ออก)  ผมจะไม่ถามว่าใครอ่านคำไหนไม่ออกบ้าง  เพราะเดี๋ยวก็รู้เอง  ผมถามเด็กต่อไปเองว่า
            “บอกครูหน่อยได้ไหมว่า  ปลวกชอบอยู่ที่ไหน”
            เงียบเด็กๆ  ไม่ตอบ  ต่างคนต่างหันหน้าเข้าหากันแล้วยิ้ม  มันเป็นอาการของเด็กที่ไม่รู้คำตอบ  ผมเคารพในความไม่รู้ของเด็กๆ ทุกคน  เพราะหน้าที่ของผมต้องสอนสิ่งที่เขารู้แล้วให้รู้ยิ่งขึ้น  และต้องสอนสิ่งที่เขายังไม่รู้ให้รู้
            เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กยังไม่รู้ก็เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำให้เขารู้
            “นักเรียนลองช่วยกันนึกสิครับว่า  ปลวกมีมากที่ตรงไหน”
ตารอฟะห์  รีบยกมือขึ้นแล้วตอบว่า  “ในป่าครู”
            เก่งตารอฟะห์เก่งมาก  ผมชื่นชมตารอฟะห์  พร้อมกับเขียนคำว่า  ปลวกอยู่ในป่าให้เด็กๆ  อ่าน  สมหมาย  เด็กหญิงชาวสุรินทร์ที่ติดตามพ่อแม่  ซึ่งมาทำงานที่โรงงานทำไม้ยาง  ยกมือแล้วตอบว่า
            “ปลวกอยู่ที่ไม้ใช่บ่”
            ผมพยักหน้ารับคำตอบของสมหมายพร้อมกับเขียนบนกระดานดำอีก  เด็กๆ ต่างช่วยกันตอบ  ตามที่นึกขึ้นมาได้  ผมก็เขียนบนกระดานดำให้เขาอ่าน
                        ปลวกอยู่ในป่า
                        ปลวกอยู่ที่ไม้
                        ปลวกอยู่ในดิน
                        ปลวกอยู่ที่หิน
                        ปลวกอยู่ที่ตลาด
                        ปลวกอยู่ที่บ้าน
                        ปลวกอยู่ที่ต้นไม้
            เด็กๆ ต่างออกมาอ่านคำที่เขียนบนกระดานดำ  คำที่อ่านออกจะออกมาอ่านคนเดียว  คนที่อ่านไม่ออกจะออกมาอ่านทีละสองถึงสามคน  เมื่อทุกคนได้อ่านแล้วผมก็ถามต่อไปว่า
            “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า  ปลวกชอบอยู่ที่ไหนและคำตอบของนักเรียนนั้นถูกต้องจริง”
            “ผมรู้ครู”  อาหะมะ  ยกมือพร้อมกับบอกด้วยเสียงดังๆ
            “รู้ได้อย่างไรอาหะมะ”
            “ไปดูครู”  เธอตอบอีกครั้ง
            “จะไปดูไหมเอ่ย”  ผมให้เด็กช่วยกันหาทางเลือกที่จะไปดูปลวก  พูดพร้อมกับชี้มือไปที่คำที่เด็กๆ  อ่านผ่านมา  หมายถึง  ให้เด็กๆ เลือกคำตอบจากข้อมูลที่เขาร่วมกันเสนอขึ้นมา  ต่างบอกว่าจะไปดูที่บ้านบ้าง  ที่สวน  (สวนป่าหน้าโรงเรียน)  บ้าง  ที่ตลาดบ้าง
            เด็กๆ ต่างให้เหตุผลว่าจะดูที่ไหนดี  และลงสรุปว่าจะไปดูที่หน้าอาคารสร้างใหม่กับที่สวนป่าหน้าโรงเรียนเพราะใกล้ดี
            แล้วเด็กๆ  ก็สวมรองเท้าเดินแถวไปดูปลวกที่ข้างอาคารเรียนเพิ่งสร้างเสร็จใหม่  แต่ยังมีเศษไม้ชิ้นเล็กๆ วางทิ้งอยู่อีก
            เด็กๆ ต่างยกไม้ดู  บางคนก็พบปลวก  เขาตะโกนดีใจเรียกเพื่อนๆ  มาดู
            “เจอแล้วๆ”  เด็กๆ วิ่งไปดู  พออีกคนตะโกนก็วิ่งไปดูอีก  ผมให้เด็กๆ  ช่วยกันเก็บเศษไม้มากองรวมกัน  และให้เขาสรุปได้ว่า
            “ปลวกชอบอยู่ที่ไม้ผุ”
เศษไม้เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นไม้ยางที่ผู้รับเหมาทำไม้แบบก่อสร้าง  และเลื่อยตัดเป็นชิ้นสั้นๆ ไม่เท่ากัน  บางชิ้นอยู่ในดินที่เปียกชื้นทำให้ผุเร็ว  และมีปลวกอยู่
            ผมให้เด็กดูบริเวณดินที่มีปลวกทำรังในไม้ผุว่าต่างกับดินบริเวณที่ไม่มีปลวกอยู่อย่างไร  ปรากฏว่า  เด็กสรุปได้ว่า
            “ปลวกชอบอยู่ที่ไม้ผุ  ที่ดินเปียก”
            ผมให้เด็กเดินไปที่สวนป่าหน้าโรงเรียน  เด็กๆ  วิ่งไปดูต้นไม้ต้นละคน  พอพบปลวกก็ตะโกนเรียกให้ไปดู  และสุดท้ายก็สรุปได้ว่า
            “ต้นไม้ที่ไม่สกปรก  ปลวกไม่ชอบอยู่”
            วันนี้ผมมีเรื่องปลวกอ่านอย่างจุใจ  เด็กๆ เขียนส่งให้ผมอ่านทุกคน  ตัวอย่างเช่น
 
  
ปลวก
ปลวกชอบอยู่ในดิน
ฉันอยู่ที่บ้านดูปลวก
ปลวกชอบอยู่ที่ต้นไม้ผุ  เพราะตรงนั้นเป็นที่อยู่
เขาอยู่กันหลายตัว
ฉันไปบ้านยายเห็นปลวกอยู่ที่ไม้
พวกเขาทำรังทุกคน*  พวกเขาก็จะนั่งด้วยกัน**
ฉันไปดูปลวกกับพ่อ
 
ด.ญ.ตารอฟะห์  หะยียูโซะ
ป.2  / 28 ก.พ. 38
 
 * ทุกคน  หมายถึง  ทุกตัว** จะนั่งด้วยกัน  หมายถึง  อยู่ร่วมกัน
ปลวก
            ปลวกชอบอยู่ในที่ไม้ผุๆ  และชอบอยู่ในดินเปียกๆ ด้วย  ฉันเห็นปลวกอยู่ในดิน  มันเอาดินไปทำรัง  มันชอบอยู่ในดินที่เปียกๆ มากมาย
 
ด.ญ.สมหมาย  บุญพามา
ป.2  / 28 ก.พ. 38
 
ปลวก
ฉันเห็นปลวกที่ต้นไม้  และฉันเห็นปลวกที่ไม้ผุ  และดินที่เปียก  พอถึงตอนเย็นฉันชวนน้องไปดูปลวก  พอน้องของฉันดูปลวกก็จะเอาปลวกมาเล่น  ฉันบอกน้องฉันว่า  เล่นไม่ได้  ฉันพาน้องของฉันกลับ  เอาน้องของฉันไปเล่นกับเพื่อนๆ  ฉันก็ไปดูปลวกต่อ
ด.ญ.โรสนานี  กูวิง
ป.2  / 28 ก.พ. 38
 
 
ปลวก
ปลวกชอบอยู่บนต้นไม้  เพราะต้นไม่ผุ
ถ้าต้นไม้ไม่ผุ  ปลวกก็ไม่มี  ถ้าดินเปียก
ปลวกก็มี  ปลวกนี้เป็นสิ่งสกปรกมากเลย
 
ด.ญ.มารีซาน  กะลูแป
ป.2  / 28 ก.พ. 38
 
ปลวก
วันที่ 22 ฉันไปที่ภูเขาเห็นปลวก
แล้วฉันก็เห็นปลวกที่ต้นไม้
ปลวกชอบอยู่ที่ไม้
ปลวกชอบอยู่ที่กิ่งไม้
ฉันเห็นปลวกอยู่ที่ไม้จะตาย
 
ด.ญ.อาหะมา  ประดู่
ป.2  / 28 ก.พ. 38
 
ปลวก
ฉันไปดูปลวกกับพ่อแม่
ฉันไปที่ภูเขามีปลวกที่ภูเขา
ฉันเห็นปลวกกับน้อง  พี่  แม่  และยาย
ฉันไปบ้านตากับยายก็ไปบ้านแม่
ฉันไปที่ปลวกชอบอยู่ต้นไม้
 
ด.ญ.นูรูลฮูดา  อาลีลาเต๊ะ
ป.2  / 28 ก.พ. 38
 
ปลวก
ฉันเห็นปลวกอยู่ในดินมีน้ำผุๆ
ปลวกชอบอยู่ในไม้เปียก
ปลวกก็ไม่ชอบอยู่ในไม้ไม่เปียก
 
ด.ญ.พาติเมาะ  อาลีลาเต๊ะ
ป.2  / 28 ก.พ. 38
 
ปลวก
ฉันดูปลวกในป่า
ฉันชอบดูปลวกอยู่ในสวน
 
ด.ช.มะปาซี
ป.2  / 28 ก.พ. 38
 
            ผมพูดถึงอาการอ่านไม่ออกของเด็กในตอนต้นแล้วว่า  ไม่ต้องสอบถามก็รู้อาการนั้น  บัดนี้ผมรู้แล้วว่าใครบ้างอ่านออก  ใครบ้างอ่านไม่ออก  เพราะเด็กที่มีความสามารถในการอ่านหนังสือนั้น  จะมีความสามารบอกความหมายของคำนั้นได้  และจะสามารถนำคำนั้นมาเขียน  หรือใช้สื่อสารได้เช่นกัน  หรือพูดง่ายๆ ว่า
อ่านออก
บอกความหมายได้
ใช้สื่อสารเป็น
            เรียงความทั้งหมดที่ผมยกมาเป็นตัวอย่าง  เป็นตัวชี้ให้เห็นถึงความสามารถทางด้านการอ่านของเด็กๆ ได้
            เด็กที่มีความสามารถในการอ่านสูงจะมีความสามารถในการนำคำที่อ่านผ่านมา  มาเขียนเล่าเรื่องให้ครูฟังได้มาก  เช่น  สมหมาย  บุญพามา  โรสนานี  กูวิง  มารีซาน  กะลูแป  จะมีความสามารถด้านการอ่านสูงกว่าเด็กคนอื่น  จึงสามารถเขียนเรื่องได้ดี
            แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า  ผมจะนำพฤติกรรมการอ่านของเด็กคนหนึ่งไปเปรียบเทียบกับเด็กอีกคนหนึ่ง  เพียงแต่ผมต้องการชี้ให้เห็นสภาพการอ่านจึงสามารถเขียนเรื่องได้ดี 
            ผมชอบกระบวนการการคิดของเด็กๆ  จะเห็นได้ว่า  พวกเด็กเหล่านี้จะเชื่อมโยงความคิดของเขาเข้ากับประสบการณ์ที่ผ่านมา  การเขียนเรื่องของเขาจึงสามารถนำคำที่ผ่านพ้นมาเชื่อมโยงกับเรื่องที่จะเรียนรู้ใหม่ได้ 
            ผมถือว่าเด็กสามารถนำคำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน  ถึงแม้ว่า  เขายังนำคำมาใช้ได้น้อยคำก็ตาม  แต่เขาก็นำมาใช้ได้แล้ว  วันนี้เขานำคำมาใช้ได้แค่นี้  พรุ่งนี้  เขาเพิ่มประสบการณ์เข้าไป  เขาก็สามารถนำคำใหม่มาเพิ่มใช้ได้อีก  ผมมั่นใจอย่างนี้  การอ่านกับการเขียนมีความสัมพันธ์กัน  ถ้าเด็กเขียนได้  เด็กต้องอ่านเรื่องที่เขาเขียนได้
            ผมจะยกตัวอย่างเด็กประถมศึกษาปีที่ 1  คนหนึ่งของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา  24  ขึ้นไปท่องจำบนเวทีในเช้าวันหนึ่ง*  ด.ช.ยูโซ๊ะ  ขึ้นไปท่องจำว่า
            ฉันชื่อยูโซ๊ะ
            กูโปะบ้านฉัน
            ฉันมาทุกวัน
            มาเรียนหนังสือ
            เมื่อเข้าห้องเรียนผมขออนุญาตครูอรพินท์  มณีคร  (ครูผู้สอนวิชาภาษาไทย)  เข้าไปทดสอบลองให้  ยูโซ๊ะออกมาเขียนบนกระดานดำ  ปรากฏว่าพ่อหนูน้อยเขียนได้  ทั้งนี้เพราะ  ทุกคำล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับตัวของยูโซ๊ะ  เช่นคำว่า  ยูโซ๊ะ  คำว่า  กูโปะ  คำว่า  บ้านฉัน  คำว่า  ทุวัน  คำว่า  เรียนหนังสือ  เป็นคำที่ยูโซ๊ะคุ้นชินทั้งนั้น  เมื่อครูสอนให้เขียนร้อยกรองได้  ยูโซ๊ะก็สามารถนำคำที่คุ้นชินและผูกพันอยู่มาเขียน  แล้วอ่านจนจำไปท่องจำให้เพื่อนๆ ฟังได้
 
* โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 24 มีรายการภาษาไทยยามเช้าก่อนเข้าห้องเรียนทุกวัน  วันละครึ่งชั่วโมง
            เทคนิคการสอนนั้นมากมาย  แล้วแต่ใครจะถนัดสอนอย่างไร  หรือเอาอะไรมาสอน
            ผมเองนั้นชอบสอนให้เด็กทำ  หรือทำแล้วให้เด็กสอนกันเอง  เช่น  ชั่วโมงภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
            ผมให้เด็กๆ ออกมาเล่าเรื่องจากประสบการณ์ของเด็กๆ  พอทุกคนเล่าจบ  ผมก็ลองให้เขียนเรื่องให้ผมอ่าน  ด.ญ.มารีย่า  เป็นเด็กที่อยู่ในระดับการเรียนค่อนข้างอ่อน  เธอเขียนจากเรื่องเล่าว่า
เรื่อง  ฉันไปน้ำตก
กาลครั้งหนึ่ง*  ฉันชวนพ่อไปน้ำตกและแม่
ฉันบอกพ่อว่า  พ่อคะวันเสาร์นี้  เราไปน้ำตกกันนะคะ
พ่อบอกว่า  ก็ได้จ๊ะพ่อจะพาแม่และลูกไปเที่ยวน้ำตกกัน
และให้แม่กำลังทำกับข้าวหมก  ไปกินที่น้ำตก
พอถึงวันเสาร์ฉันไปบอกพ่อว่า  พ่อคะ  พ่อจำสัญญา
ที่เราตกลงกันได้ไหมคะ  ได้ซิพ่อยังไม่แก่ที่จะลืม
 
 
* เด็กบางคนชอบเขียนเรื่องขึ้นต้นอย่างนี้
ง่ายๆ  รู้แล้วคะคุณพ่อ  ฉันรีบไปบอกแม่ว่า
แม่คะ  ทำกับข้าวหมกเสร็จหรือยังคะ  จวนคะ  เสร็จแล้วจ๊ะ
 
ด.ญ.มารีย่า  เจ๊ะเลาะ
ป.4  / 17 ก.พ. 38
 
            จะเห็นได้ว่า  มารีย่าใช้ความอดทนสูงกว่าจะเขียนเรื่องได้จบหนึ่งเรื่อง ต้องถามคำที่เขียนไม่ได้กับเพื่อนๆ  เมื่อมารีย่ามาส่งงานให้ผมอ่าน  ผมให้เธออ่านให้ผมฟัง  เธออ่านได้  แล้วผมก็นำคำบางคำไปเขียนบนกระดานดำ  มารีย่าอ่านได้  เช่น  สัญญา  ข้าวหมก  ตกลง  เสร็จหรือยัง 
            ความสำเร็จในงานของมารีย่าวันนั้นคือความสำเร็จในงานสอนของผมด้วย  แต่เมื่อผมเห็นเด็กเก่งขึ้นมาแล้ว  ผมไม่เคยคิดว่า  ผมคือคนเก่ง  เพราะภาระที่สำคัญของผมคือ  สอนเด็ก 
            ผมจำได้ว่า  เมื่อ 18 ธันวาคม 2537  ผมชวนเด็กๆ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ไปเที่ยวที่สวนป่าหน้าโรงเรียน
            ความจริงแล้วนั้น  การไปเที่ยวสวนป่าเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กๆ  เพราะเขาไปทุกวัน  และวันละหลายครั้ง  แต่การไปเที่ยวกับเพื่อนร่วมชั้นและมีครูไปด้วยมันต่างกัน
            ผมดูเด็กๆ  จะสนุกกับการไปเที่ยวพร้อมกับผม  เด็กๆ คอยดูว่าครูให้พวกเขาทำอะไร  นี่คือสิ่งที่เขารอคอย
            “นักเรียนรู้สึกอย่างไรบ้าง”  ผมถามเด็กๆ เมื่อเข้ามายืนใต้ต้นไม้ 
            “ไม่ร้อนครู”  เด็กๆ ตอบพร้อมกัน
            “ทำไมจึงไม่ร้อนครับ”  ผมถามต่อ
            “ต้นไม้ครู  เพราะมีต้นไม้  เราจึงไม่ร้อนครับ/ค่ะ”  เด็กๆ ตอบ
            แล้วเราก็สนทนากันถึงเรื่องต้นไม้  ประโยชน์ของต้นไม้  พอได้เวลาเราก็ชวนกันกลับเข้ามาในห้องเรียน  แน่นอนผมได้อ่านงานเขียนของเด็กอีกแล้ว
 
ฉันรักต้นไม้
ฉันชอบปลูกต้นไม้  เพราะว่าต้นไม่มีความร่มรื่นดี
ฉันรักต้นไม้  เพราะว่าต้นไม่เป็นสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ
โรงเรียนของฉันก็มีต้นไม้เหมือนกัน  วันหนึ่ง
แม่เคยเล่าเรื่องต้นไม้ให้ฉันฟังตอนที่  แม่เล่าเรื่องให้
ฉันฟังฉันก็เลยรักต้นไม้และดูต้นไม้  แม่เล่าว่า
ตอนที่แม่ยังเล็กๆ  แม่ชอบชวนเพื่อนๆ ไปปลูก
ต้นไม้  ฉันจึงรกต้นไม้เหมือนแม่
 
ด.ญ.สุดารัตน์  เจ๊ะเล๊าะ
ป.2  / 18 ธ.ค. 38
 
ฉันรักต้นไม้
ฉันรักต้นไม้  และต้นไม้เป็นป่า
ฉันชอบต้นไม้  และต้นไม่เป็นป่า
ฉันปลูกต้นไม้  และฉันปลูกป่า
เด็กๆ ก็กำลังปลูกต้นไม้ให้เป็นป่า
และฉันรักต้นไม้ให้ต้นไม้เป็นป่า
 
ด.ญ.ลาบีเย๊าะ
ป.2  / 18 ธ.ค. 38
ฉันรักต้นไม้
ฉันรักต้นไม้  เพราะต้นไม้บางต้นให้ร่มเงามาก
บ้านของฉันมีต้นไม้หลายๆ ต้น  ฉันดีใจมากที่บ้าน
ฉันมีต้นไม้หลายๆ ต้น  ฉันรักต้นไม้  เพราะต้นไม้
เป็นสิ่งแวดล้อม  วันนี้คุณครูพานักเรียนไปดูป่าไม้
และคุณครูให้นักเรียนเก็บขยะด้วย
 
ด.ญ.ดารียะ  แวนะไล
ป.2  / 18 ธ.ค. 38
 
           

Posted in ไม่มีหมวดหมู่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง