Tita คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับโฮมสคูล

by Tita on Sep 10, 2014


impromptu speech, แข่งพูด, การแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน, งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

เป็นคำถามที่ได้รับมาจากการสัมภาษณ์หนึ่งเลยนำคำตอบที่ได้ให้ไปมาลงไว้เป็นแนว/ความคิดเห็นหนึ่ง ไม่ได้ลงในส่วนเนื้อหาของเว็บเพราะไม่อยากถือเป็น FAQ ด้วยคำตอบส่วนตัวของตัวเอง ลงใน blog จะเหมาะกว่า ต่อคำถาม 5 ข้อดังต่อไปนี้:

1. อยากทำ Home school เริ่มต้นอย่างไรดี
2. Home school ต้องเตรียมอะไรบ้าง หลักสูตร ค่าใช้จ่าย กิจกรรม
3. Home school จบแล้วไปไหน เรียนต่อที่ไหนได้บ้าง
4. Home school VS school จุดเด่นของโฮมสคูลที่โรงเรียนไม่มี
5. เตรียมเรื่องทักษะการเข้าสังคมให้ลูกอย่างไร
1. อยากทำ Home school เริ่มต้นอย่างไรดี

เริ่มต้นจากการไม่ไปโรงเรียน โดยเด็กที่ยังไม่เคยเข้าโรงเรียนหรือยังไม่ถึงวัยเข้าเรียนก็ให้อยู่บ้านต่อไป เด็กที่เข้าโรงเรียนไปแล้วก็ให้ลาออกจากโรงเรียน

เมื่อเริ่มได้แล้วเด็กก็ได้อยู่กับครอบครัว หรืออย่างน้อยก็ต้องมี 1 คน ที่สามารถอยู่ใกล้ชิดได้ตลอดเวลา ทำให้เรายังคงรักษาความใกล้ชิดกับเด็กไว้ได้ ครอบครัวจะได้รู้จักและเข้าใจถึงตัวตน ความต้องการ ลักษณะนิสัยการเรียนรู้ รวมถึงปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขเป็นอย่างดี ลูกก็จะได้รู้จักและเข้าใจถึงลักษณะของครอบครัว วิถึการดำเนินชีวิต รวมถึงข้อจำกัดของครอบครัว ซึ่งจะพาให้เราสามารถเริ่ม ดำเนิน และปรับ การดำเนินชีวิตของครอบครัวกับการเรียนรู้ของลูกเข้าหากันได้อย่างลงตัว

พ่อแม่ที่ยังไม่ได้เริ่มทำส่วนมากมักมีความกังวลต่างๆ มากมาย ซึ่งแต่ละครอบครัวก็มีเรื่องที่ให้ความสำคัญหรือมุ่งเน้นต่างกันไป ความกังวลก็ต่างกันไป การปรึกษากับผู้ที่ทำมาก่อนหรือทำอยู่ก็อาจช่วยได้แค่ในระดับหนึ่ง แต่คิดว่าสิ่งที่จะช่วยให้ความกังวลหมดไปจริงๆ คือการเริ่มทำจริงๆ เพราะเมื่อเราลงมือทำเอง เราจึงเห็นปัญหาที่เป็นปัญหาของเราจริงๆ ซึ่งเราอาจไม่เคยคิดถึงมาก่อน หรือสิ่งที่เราเคยกังวลมาก่อนก็อาจกลับไม่ใช่ปัญหา และความกังวลใจต่างๆ ก็จะพาเราให้หาวิธีแก้มันเอง พาให้เราศึกษาหาข้อมูลในด้านนั้นมากขึ้น พาให้เราเรียนรู้และใส่ใจกับมันมากขึ้น จนถึงจุดหนึ่งเราจะไม่ได้นึกถึงหรือกังวลอะไรกับมันอีก หรือแม้กระทั่งไม่ไปคิดมากกับเรื่อง "เรียน” ของลูกอีกต่อไป

2. Home school ต้องเตรียมอะไรบ้าง หลักสูตร ค่าใช้จ่าย กิจกรรม

เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่หลายคนกังวลกันอย่างมาก กลัวว่าไม่รู้จะสอนอะไรลูก กลัวว่าจะคิดหลักสูตรได้อย่างไร กลัวว่าลูกจะเรียนได้ไม่ครบถ้วนรอบด้าน กลัวว่าจะทำกิจกรรมกับลูกเองไม่เป็น กลัวว่าถ้าต้องสอนเองทุกอย่างแล้วต้องใช้เงินมากมายในการจัดหาอุปกรณ์ เรื่องนี้ก็ยังขอยืนยันว่าเริ่มก่อนแล้วชีวิต(ลูก)จะพาเราไปเอง

ถ้าเราเตรียมวางหลักสูตรหรือกิจกรรมที่จะให้ลูกทำไว้ก่อน มันก็จะไม่ใช่การศึกษาที่มาจากตัวลูก และอาจไม่ใช่ความต้องการหรือวิถึการเรียนรู้ของลูก หลักสูตรสำเร็จรูปก็อาจไม่ต่างกับการเรียนในโรงเรียนเพียงแต่เปลี่ยนผู้สอนและสถานที่เรียน

เรื่องนี้อันที่จริงมันก็ขึ้นอยู่กับนิยาม home school ของแต่ละครอบครัวด้วย จะยกโรงเรียนมาไว้ที่บ้าน หรือให้บ้านเป็นอย่างที่มันเป็นแล้วลูกก็เรียนรู้อย่างที่ลูกเป็น เราอยู่ด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน ทำความรู้จักกัน แล้วเราจะรู้เองว่าลูกต้องการความช่วยเหลือด้านไหนเมื่อไหร่ เราทำหน้าที่ของเราคือเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของลูก ลูกทำหน้าที่ของลูกคือเป็นผู้ศึกษาด้วยตนเอง บางเรื่องเค้าอาจอยากเก็บเกี่ยวจากเรา บางเรื่องอาจไม่

อุปกรณ์การเรียนรู้คือสิ่งที่มีอยู่แล้วตามปกติในชีวิตประจำวัน เหมือนกับที่หลายๆ คนรู้ว่าของเล่นไม่จำเป็นต้องซื้อหา แค่ของธรรมดารอบตัวเด็กก็เล่นกับมันได้ทั้งนั้น แต่บางคนก็คิดว่ามันไม่พอ มันต้องมีของพิเศษ ของเฉพาะ ของที่คิดค้นมาอย่างดีจึงจะช่วยส่งเสริมลูกได้ ซึ่งอันที่จริงสิ่งที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดและเป็นได้ทุกอย่าง เป็นทั้งของเล่น เป็นทั้งอุปกรณ์การเรียนรู้ ก็คือพ่อ-แม่ อยากให้ลูกเป็นอย่างไร สนใจด้านใด รู้เรื่องใด เราก็ทำก็เป็นอย่างนั้น ลูกก็ย่อมซึมซับไปจากเราไม่มากก็น้อยตามระดับความสนใจของเค้าที่มีต่อแต่ละเรื่องต่างกันไป

โดยเนื้อแท้แล้ว home school ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากชีวิตปกติเลย เพราะของต่างๆ เช่น หนังสือ ดินสอ กรรไกร เข็มเย็บผ้า เครื่องครัว ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่เรามีอยู่แล้วทั้งนั้น หรือแม้แต่ถ้าใครจะบอกว่าต้องพาไปท่องเที่ยวดูอะไรต่างๆ ไปเรียนเสริมความสามารถเฉพาะด้าน ก็เป็นเรื่องปกติตามกำลังทรัพย์ของแต่ละครอบครัวที่พอมีโอกาสก็จะจัดให้ลูกอยู่แล้ว ทั้งยังไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกับของเฉพาะสำหรับ "นักเรียน" เช่น ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน กระเป๋านักเรียน ฯลฯ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงเรียนและค่าเข้าเรียน แถมยังมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอีกต่างหาก (สำหรับครอบครัวที่จดทะเบียนการจัดการศึกษาโดยครอบครัวกับเขตพื้นที่การศึกษา)

3. Home school จบแล้วไปไหน เรียนต่อที่ไหนได้บ้าง

บางครอบครัวที่ทำ home school อาจไม่สนใจวุฒิการศึกษาใดๆ เลย แค่อยู่บ้านใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่สอบ ไม่เอาวุฒิฯ ดำเนินวิถึชีวิตตามครอบครัวและสืบต่อไปเรื่อยๆ หรือประกอบอาชีพอิสระตามความสามารถของตนเองโดยไม่ต้องใช้วุฒิใดๆ ประกอบก็มี

ส่วนครอบครัวที่ต้องการวุฒิการศึกษา อาจเพื่อวางแผนการศึกษาระดับสูงต่อในอนาคต หรืออาจจะแค่เผื่อๆ ไว้เพื่อให้ลูกได้มีทางเลือกต่อเองในภายหน้า ก็มีหลายหนทางเพื่อให้เด็ก home school ได้วุฒิการศึกษา เช่น จดทะเบียนการจัดการศึกษาโดยครอบครัวกับเขตพื้นที่การศึกษาตามพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ (ซึ่งสามารถจดได้ตั้งแต่ระดับชั้นก่อนประถมเมื่ออายุครบ 4 ปีเต็ม หรือเริ่มจดตามเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับตอนอายุครบ 7 ปี หรือระดับประถม 1 เลยก็ได้ จดได้จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย), สอบเทียบหรือกศน. เมื่ออายุถึงตามเกณฑ์ที่กำหนด, ฝากชื่อหรือจดกับโรงเรียนที่รองรับเด็ก home school, มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (สำหรับระดับประถมศึกษาปที่ 1 – 6), สถาบันการศึกษาทางไกล (สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย), Distance Learning (ซื้อหลักสูตรจากสถาบันการศึกษาของต่างประเทศ), สอบเทียบวุฒิมัธยมปลายด้วยระบบต่างประเทศ (เช่น GED, IGCSE) เป็นต้น ซึ่งเมื่อจบหลักสูตรต่างๆ ตามที่เลือกแล้วก็สามารถสอบเข้าศึกษาระดับชั้นที่สูงขึ้นไปได้หากต้องการเหมือนเด็กที่เรียนในโรงเรียน

แต่เราอาจเห็นเด็ก home school ที่ไม่ได้เข้าศึกษาต่อหรือไปศึกษาต่อแล้วก็อาจเลิกอีก อาจเพราะเด็ก home school คุ้นชินกับการศึกษาด้วยตนเองหรือการศึกษาแบบได้ช่วยกันคิดค้นมากกว่ารอการป้อนข้อมูลด้านเดียว และเด็ก home school มักค้นพบความสามารถของตนเอง ความต้องการของตนเอง หรือเป้าหมายของตนเองได้เร็ว จึงดำเนินการเพื่อเป้าหมายนั้นต่อไปได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องไปเรียนสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่สนใจ

4. Home school VS school จุดเด่นของโฮมสคูลที่โรงเรียนไม่มี

สิ่งที่ชัดเจนและคงถือเป็นข้อดีอย่างที่สุดของ home school ที่มองเห็นคือ ความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว การตอบสนองซึ่งกันและกันอย่างรู้จักและเข้าใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานชีวิตที่สำคัญและเป็นความมั่นคงทางจิตใจที่จะอยู่กับตัวเด็กตลอดไป

การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับลูกตลอดเวลาทำให้เรายิ่งรู้จักกันอย่างลึกซึ้ง เรามีเวลาที่ใช้ร่วมกันมากจนไม่ต้องหาสิ่งอื่นมาทดแทนอีก ลูกได้เรียนรู้ พ่อ-แม่ก็ได้เรียนรู้ เกือบทุกเรื่องรอบตัวเราเรียนรู้ร่วมกัน ค้นหา-ค้นพบร่วมกัน เป็นความรู้ที่มากกว่าการรับข้อมูลด้านเดียว เป็นความรู้พร้อมความเข้าใจกัน ความผูกพันกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือวิธีการเรียนรู้ของเด็ก home school ที่มักจะเป็นผู้ริเริ่มและจัดการการเรียนรู้ของตนเอง เป็นผู้ศึกษาด้วยตนเอง เลือกสิ่งที่จะศึกษาและวิธีการศึกษาที่เหมาะสมกับตัวเอง และยังสามารถใช้เวลากับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานตราบเท่าที่เค้าต้องการจนกว่ากระจ่างในใจ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในหลายๆ ด้าน ความรู้ที่ได้ก็ละเอียด หลากหลายมิติ มิใช่ได้รู้เพียงคำตอบเดียวด้านเดียว

นอกจากนี้ การจัดการสิ่งต่างๆ ที่สำคัญสำหรับตัวเด็ก เช่น เรื่องอาหาร การพักผ่อน ความปลอดภัย ก็ย่อมเป็นไปโดยสะดวก ทำอาหารและรับประทานด้วยกัน ได้เลือกอาหารที่ดีและเหมาะสม ไม่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางไปโรงเรียนและทำการบ้านหรืองานจากโรงเรียนที่มีกำหนดเวลาบีบให้ต้องทำ

5. เตรียมเรื่องทักษะการเข้าสังคมให้ลูกอย่างไร

โดยปกติแล้วเด็ก home school ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเข้าสังคมหรือจะต้องห่วงเรื่องสังคมอย่างที่คนทั่วไปกังวลเลย เด็ก home school ก็คือเด็กปกติที่มีทั้งเด็กที่ชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นตลอดเวลา เด็กที่สามารถทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นหรือทำด้วยตัวเองก็ได้ และเด็กที่ชอบทำอะไรลำพังมากกว่า มีทั้งเด็กที่ชอบคุยและเด็กที่ไม่ชอบคุย ซึ่งทั้งหมดเราก็สามารถพบได้ในเด็กที่ไปโรงเรียนเช่นกัน ดังนั้น ความเป็นจริงแล้ว เรื่องการเข้าสังคมไม่ได้มีอะไรที่แปลกแตกต่าง แต่เป็นเรื่องของลักษณะเฉพาะบุคคลมากกว่า

และถึงแม้ลักษณะนิสัยจะเป็นอย่างไร แต่เด็ก home school มักปรับตัวอยู่กับผู้อื่นได้ดี เพราะการทำ home school ไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่กันแต่ที่บ้าน เราไปตลาด ไปหาญาติ คุยกับเพื่อนบ้าน ไปเจอคนอื่นๆ เหมือนปกติ และอาจมากกว่าปกติ คือแทนที่จะเจอแต่เพื่อนและครูที่โรงเรียน แต่เราได้เจอและเรียนรู้จากคนอื่นอีกมาก เพราะครอบครัว home school มักมีเวลาเสมอ ไม่ต้องรอวันหยุดจึงจะได้ออกนอกสถานที่ และเราคุ้นเคยกับการพบเจอและทำความรู้จักกับคนที่หลากหลายมากกว่าแค่เพื่อนคนเดิมในห้องเรียน เด็ก home school มักจะเข้าใจถึงความแตกต่างหลากหลายของคนได้ดี เพราะไม่ได้จำกัด "เพื่อน" ไว้แค่เฉพาะแค่เด็กวัยเดียวกัน แต่ยังคุ้นเคยกับการพบคนหลากหลายอาชีพ หลายหลายวิถึชีวิต และหลากหลายวัยอีกด้วย

-----

*หมายเหตุ: มีคนถามใหม่ทุกครั้งก็อาจตอบไม่เหมือนเดิมทุกครั้ง คำตอบอาจเปลี่ยนไปตามความคิด ความรู้ สภาพแวดล้อม และประสบการณ์ ในขณะนั้นๆ :)

Posted in ไม่มีหมวดหมู่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง