ประถมศึกษาช่วงชั้นที่สอง ประมาณป.4-ป.6 หรืออายุ 9-12 ปี ช่วงนี้มีความแตกต่างจากประถมต้นค่อนข้างมาก เด็กๆ มีความเปลี่ยนแปลงเยอะ แตกต่างจากช่วงก่อนที่ยังมีลักษณะแบบเด็กเล็กอยู่มาก รวมถึงเด็กที่เพิ่งมาทำบ้านเรียนในช่วงนี้ก็มีลักษณะแตกต่างกับเด็กที่ทำบ้านเรียนมาตั้งแต่ต้น
การจัดการศึกษา homeschool ระดับประถมศึกษาช่วงชั้นที่สอง
ประถมศึกษาช่วงชั้นที่สอง ประมาณป.4-ป.6 หรืออายุ 9-12 ปี ช่วงนี้มีความแตกต่างจากประถมต้นค่อนข้างมาก เด็กๆ มีความเปลี่ยนแปลงเยอะ แตกต่างจากช่วงก่อนที่ยังมีลักษณะแบบเด็กเล็กอยู่มาก รวมถึงเด็กที่เพิ่งมาทำบ้านเรียนในช่วงนี้ก็มีลักษณะแตกต่างกับเด็กที่ทำบ้านเรียนมาตั้งแต่ต้น
สำหรับเด็กที่ทำบ้านเรียนมาตั้งแต่อนุบาลหรือประถมต้น พ่อแม่ลูกเริ่มคุ้นเคยกับระบบนี้กันแล้ว ไม่ว่าใครจัดการศึกษาแนวไหนก็เริ่มคุ้นเคยกับแนวทางของบ้านของครอบครัวกันแล้ว ซึ่งหลักๆ ก็มีสองสามแบบ คือแนววิชาการ แนวทักษะดนตรีกีฬา และแนววิถีชีวิต
เล่าเฉพาะจากประสบการณ์ส่วนตัวก็แล้วกันครับ จริงๆ มีโอกาสได้เห็นแนวทางหรือผลจากการจัดการศึกษาของบ้านอื่นๆ บ้างเหมือนกัน ก็พบว่าช่วงนี้แต่ละบ้านเริ่มจะมีความแตกต่างกันชัดเจนขึ้น จากเดิมที่ประมาณๆ เดียวกัน เรียนด้วยกันได้บ้าง พอถึงวัยนี้ก็เริ่มจะมีแยกๆ กันบ้างแล้วตามสไตล์ของบ้านหรือสไตล์ของผู้เรียน
สำหรับบ้านเรา ช่วงนี้เด็กๆ ไม่ค่อยมีลักษณะเป็นเด็กอัจฉริยะแบบตอนวัยเล็กๆ แล้ว สำหรับหลายบ้านที่คงความอัจฉริยะไว้ช่วงนี้แปลว่าเกิดจากการฝึกฝนที่จริงจังขึ้นมากๆ แต่บ้านเราไม่ได้มีตรงนั้น เน้นชิลๆ ดังนั้นบุญเก่าแต่เล็กๆ ก็จะไม่ค่อยเหลือละ โดยเฉพาะช่วงนี้ถ้าปล่อยให้เล่นหรือให้มีเวลาอิสระเยอะๆ เด็กจะเน้นแต่เล่นจริงๆ จังๆ อาการตั้งใจเรียน เรียนกับเล่นเป็นเรื่องเดียวกันเหมือนช่วงเล็กๆ ไม่มีแล้ว ช่วงนี้เล่นๆๆๆ แท้ๆ แบบชวนให้ตกใจได้เลยว่าจะรอดไหมเนี่ย เพราะแทบจะไม่เรียนอะไรกันเลยถ้าไม่พูดไม่จาไม่สั่งกัน
ถ้าบ้านไหนเตรียมจะพาลูกสอบเข้าม.1 รร.ดี รร.ดัง มีดราม่าหรือกระทั่งน้ำตาในบ้านแน่ๆ ครับ เป็นช่วงที่พ่อแม่ลำบากใจมาก ปล่อยไปก็ดูจะเละ แต่จะมาเรียนหนังสือหนังหากันก็ดูจะต้องฝืนใจกันเหลือเกิน ลูกบ้านไหนออกแนว EF ดีๆ ก็อาจจะพูดง่ายหน่อย แต่ก็รู้ว่าฝืนใจแหละ ถ้าเชื่อว่าควรฝืนใจก็ฝืนใจได้ครับ เพราะถ้าเลี้ยงมาดีๆ มีงานทำ มีวินัยสม่ำเสมอมาตั้งแต่เด็ก การฝืนใจก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร แค่จัดตารางเวลากันให้ดีๆ แล้วก็พูดจากันตามปกติเด็กก็เรียนได้
สำหรับบ้านเราสองพี่น้อง เราไปกันตามจังหวะของครอบครัว ซึ่งบางทีก็ไม่ได้สอดคล้องกับจังหวะของลูก ..สำหรับบ้านเราก็ไม่ได้ถือว่าลูกหรือเด็กเป็นศูนย์กลางเสียทีเดียว แต่อาศัยการไหลเลื่อนไปตามจังหวะของชีวิตมากกว่า ก็เลยมีสองจังหวะสองเรื่องราว แต่ใช้แนวคิดคล้ายๆ กันคือเราไม่ได้ไปเน้นจุดเด่นเสริมจุดด้อยหรือเน้นการศึกษาตามระเบียบตามขนบอะไรกัน
สำหรับพี่เข้ม ช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่ครอบครัวค่อนข้างนิ่งๆ อยู่กับป่ากับดอยที่เชียงใหม่ พี่เข้มก็ได้โตมากับจังหวะนี้ พี่เข้มได้มีโอกาสเติบโตและใกล้ชิดกับปราชญ์เกษตรคนสำคัญของประเทศคือลุงโจน จันได ไปกินนอนอยู่ในไร่พันพรรณอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ก็มีกิจกรรมอื่นๆ รวมถึงได้เล่นกีฬาหายชนิด ก็เลยโตมาแบบความต้องการต่ำ ใช้ชีวิตง่ายๆ พอเพียง ไม่ทะเยอทะยานมากมายนัก เรียนรู้เฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจตามสไตล์ของตนเอง เรียนแบบแนบเนียนไปกับวิถีชีวิต แบบที่อยู่ดีๆ ไปรู้มาจากไหน ไปเก่งมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ จนพ่อแม่ก็งงว่าลูกไปรู้ไปเรียนมาจากไหน
น้องครามเข้าวัยนี้ช่วงที่ครอบครัวมาเปิดร้านอยูในกรุงเทพฯ ประกอบกับในความเป็นน้องที่ติดสอยห้อยตามพี่ชายไปไหนมาไหนตลอด ก็ไม่ค่อยอินกับวิถีแบบพี่ชายมากนัก แต่พอเข้าเมืองมากลายเป็นที่ทางของน้องครามอยู่ตรงนี้ แต่ในความเป๊ะแบบน้องคราม กระบวนการเรียนรู้ก็จะต่างกับพี่เข้ม คือถ้าไม่มีอะไรที่เป็นระบบระเบียบก็จะไม่เรียน และบอกตัวเองว่าไม่รู้ ไม่ได้เรียนมา
แต่โดยหลักๆ แล้วในช่วงประถมปลายของทั้งพี่ทั้งน้องยังเน้นหนักไปที่การเล่นมากกว่าการเรียน ที่ว่าเรียนก็เป็นการรู้เองจากวิถีชีวิต เพราะไม่มีการเข้าห้องเรียนกันเลย หนังสือเรียนก็ไม่แตะแล้ว เพราะอ่านไม่สนุก ดูไม่สนุก youtube ดูจะเป็นที่พึ่งพิงที่ดีกว่า ประกอบกับเราไม่ได้เน้นว่าต้องเรียนอะไรต้องรู้อะไร ปล่อยให้ลูกเล่นเต็มที่ ให้พื้นที่เต็มที่ ...อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีนัก หรืออาจจะมีความเชื่อที่แตกต่างกันไปในเรื่องนี้ แต่สำหรับบ้านเราก็ทำแบบนี้มาเท่านั้นเอง
ต้นฉบับ https://www.facebook.com/HomeUnschool/posts/2431844630200298
by Jo on Jun 07, 2019
Posted in คู่มือโฮมสคูล, เรื่องเล่าโฮมสคูล