Patai บันทึกยามเข้าพรรษา (ครึ่งเทอมการศึกษา?)

by Patai on Aug 04, 2012


บันทึกยามเข้าพรรษา (ครึ่งเทอมการศึกษา?)
วันนี้วันเข้าพรรษา เวลาแค่ช่วงสั้น ๆ มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมาย ถ้าเทียบกับเด็กน้อยต่าง ๆ ที่ทยอยเข้าโรงเรียน หลาย ๆ คนก็คงเลิกร้องไห้ตอนเช้าที่ต้องเข้าห้องแล้วละ แต่เชื่อว่ามีบางคนยังร้องอยู่ และหยุดยาวแบบนี้เปิดมาก็คงมีการร้องกันใหม่อีกตอนเปิดวันจันทร์
[break]
พ่อเริ่มปรับตัวเข้ากับโรงเรียนสีฝุ่นได้แล้ว
แล้วสีฝุ่นละ....... จะไปรู้เรื่องอะไรชีวิตก็ดำเนินคล้าย ๆ เดิม มีแต่พ่อนี่แหละ ที่รู้สึกว่าปรับตัวได้เหมือนเด็กน้อยที่ไปโรงเรียน อาจจะด้วยช่วงนี้อากาศดีก็ได้ แดดไม่ร้อน มีฝนบ้างปรอย ๆ แต่ก็ยังออกนอกบ้านไปเล่นกลางแจ้งได้ตลอด ช่วงก่อนที่ฝนตกหนักสลับแดดแรงนี่ พ่อไปไม่ถูกเลย (อยู่บ้านมาก ๆ ก็ไม่รู้จะเล่นอะไร) คือพ่อก็ปรับตัว เพราะช่วงที่ผ่านมานอนดึกมาและร่างกายก็ส่งสัญญาณหลาย ๆ อย่าง เลยต้องหันมาพยายามดูแลสุขภาพมากขึ้น นอนดึกมาก็ส่งผลต่อการเลี้ยงลูกด้วย สังเกตว่าอารมณ์จะไม่ค่อยดี ความอดทนลดลง ดุลูกบ่อย ก็พยายามนอนเร็วขึ้นบ้าง ได้ 5 ทุ่มเที่ยงคืนก็ยังดี ดีกว่า ตี 1 ตี 2
ที่สำคัญคือเวลาพาลูกไปเล่นนอกบ้านเราก็ใส่รองเท้าผ้าใบ ไปยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกาย นับไปนับมาสีฝุ่นก็นับด้วย ได้เลขมานิดหน่อย เอาลูกบอลไปเตะเล่นแย่งกับลูก ก็หายเบื่อไปบ้าง ได้ออกกำลังกายด้วย แต่ก็นะ เล่นได้ 2 – 3 วันสีฝุ่นก็ไม่มาแย่งแล้ว แต่พอทำอย่างนี้รู้สึกชีวิตดีขึ้นเยอะ ไม่ต้องรู้สึกเบื่อ ๆ เวลาพาลูกไปเล่นสนามเด็กเล่น เพราะเราได้ทำเรื่องสำคัญของเราด้วย ไปพร้อม ๆ กับลูก

จัดที่จัดทางใหม่ช่วยได้เยอะ
อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกว่าห้องนั่งเล่นมันรก เลยย้ายเตียงเด็กที่กลายเป็นกล่องใส่ของเล่นขนาดใหญ่ออกมาจากบริเวณที่นั่งเล่น ทำให้บริเวณนั่นดูโลง ทำกิจกรรมได้สะดวกขึ้น ถึงขั้นเอาชุดไม้กอล์ฟของเล่นมาไล่ตีเป็นฮ็อคกี้ได้ แถมยังได้โต๊ะเด็กมาจาก Yard sale อีกตัว ไม่น่าเชื่อแค่นี้ทำให้รู้สึกดี มีชีวิตชีวาขึ้นเยอะ...ดีจังว่าอีกเดี๋ยวจะจัดให้โล่งกว่านี้เอาของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชั้นออกจัดชั้นใหม่รับ 3 ขวบ ให้เข้าทางตำราทั้งหลายเลย ^ ^

เจอผู้คนระหว่างเลี้ยงลูกช่างเป็นความบังเทิงเล็ก ๆ น้อย ๆ
มีเรื่องน่าเล่าประปราย คือวันนี้ได้เจอ แม่ลูกคู่หนึ่งมาเล่นสนามเด็กเลย เป็นฝรั่งชาวออสเตเรีย (ไม่รู้ทำไมเวลาเล่นกลางวันนี่จะเจอเด็กไทยน้อย ไม่ว่าจะวันหยุดหรือวันธรรมดา) ลูกอายุอ่อนกว่าสีฝุ่น 3 – 4 เดือน หน้าคุ้นมาก บอกเค้า เค้าก็บอกว่าคงหน้าโหลมั้ง คุยไปคุยมาถึงรู้ว่า เค้ามีลูกอีกคน 8 ขวบ เรียนอยู่ รร.ปัญญาเด่น คนเล็กก็เอาไปเข้าที่ sunshine 3 วัน เราถึงร้องอ้อ... เพราะเห็นตอนพาสีฝุ่นไปเที่ยวเล่นที่ปัญญาเด่นหนึ่งวันตอนที่โรงเรียนเค้าเชิญท่านชยสาโรมาบรรยายโดยเปิดให้คนนอกเข้าฟัง วันนั้นแม่สีฝุ่นได้ฟังท่าน แต่เราไปเฝ้าสีฝุ่นเล่นตามสนามเด็กเล่น และเข้าไปเล่นในห้องกิจกรรมก็เจอน้องคนนี้นี่เอง จำได้เพราะยิ้งเก่งอารมณ์ดี บ้านนี้แม่เป็นนักเขียน พ่อเป็นโปรแกรมเมอร์ทำ application เกี่ยวกับร้านขายของทางอินเตอร์เน็ต มาอยู่เชียงใหม่เดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้อยู่หัวหิน ฟังแล้วอิจจาเลย เคยฝันไว้อยากทำได้อย่างนี้ แต่ก็ไม่เป็นไร ตอนนี้เราก็ทำได้ครึ่งหนึ่งแล้ว คือทำงานที่กำหนดเวลาได้เอง ขาดแต่ย้ายสถานที่ไม่ได้ รู้สึกว่าการพบเจอคนนี่ก็สร้างความบันเทิงระหว่างเลี้ยงลูกได้ดี
เราชื่นชมฝรั่งคนนี้นะ ลูกอารมณ์ดี ยิ้มตลอด แม่ก็ดูผ่อนคลาย ก่อนกลับ ลูกเค้าก็มาดูจักรยานสีฝุ่นและก็อยากขี่บ้าง สีฝุ่นก็หวงไม่ยอมลุกให้ลองขี่เลย เค้าก็บอกลูกแบบเข้าใจในความเสียใจ แต่ก็บอกว่าไม่สามารถทำให้ลูกได้ขี่จักรบานคันนี้ได้ บอกให้ลองขอสีฝุ่นดูดี ๆ เราก็พยายามเชียร์สีฝุ่นให้ลองเอาให้น้องเค้าขี่บ้าง สารพัดจะยกแม่น้ำทั้ง 5 แต่ก็ไม่เป็นผล แม้ว่าน้องจะขอร้องอย่างดี ก็แล้ว ร้องไห้จ๊าก ๆ ก็แล้ว สีฝุ่นก็ไม่ยอม แต่แม่เค้าก็ไม่มีท่าทางหงุดหงิดหรืออยากรีบเอาลูกกลับเลย ปล่อยให้ลูกเสียใจในเรื่องที่เกิดขึ้นและพยายามอธิบาย มีเบี่ยงเบนความสนใจบ้าง สุดท้ายก็แยกกันกลับบ้านแบบ happy โบกมือบ้าย บายกันไปแม้จะไม่ได้ลองขี่จักรยานสีฝุ่น
อีกเรื่องก็ อาทิตย์ก่อนก็ได้คุยกับแม่ลิเดีย (บ้านที่สีฝุ่นไปเล่นด้วยบ่อย ๆ ) คุยเรื่องโน้นนี่นั้น ทำให้รู้ว่าเวลาคุยภาษาอังกฤษแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ ประมาณไม่รู้หัวข้อเค้าจะคุยมาก่อนนี้ เล่นเอาฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ทำให้เสีย self ไปพอควร -*- แต่พอมาคุยกับคนออสเตเรียเมื่อเช้าแล้ว ฟังรู้เรื่องกว่าเยอะ อาจจะเพราะเรื่องที่คุยเรื่องทั่ว ๆ ไปด้วยมั้ง มีเรื่องหนึ่งแม่ลิเดียเล่าว่า เค้าไปวัดกับเพื่อนมา เวลาพระไทยสวดนี่เค้าฟังรู้เรื่องเลยว่าสวดอะไร แต่คนไทยฟังไม่รู้เรื่อง คือ พ่อแม่ลิเดียนี่ไปอยู่บาหลีมา 7 – 8 ปี พูดกับฟังภาษาบาลีได้ แกบอกว่าพระแก่ ๆ นี่สวดได้สำเหนียงตรงมาก ฟังออกว่าสวดอะไร แต่พระหนุ่ม ๆ นี่ฟังไม่รู้เรื่อง เรานึกถึงสังฆะของผู้ที่ชื่นชมติช นัท หันท์พยายามแปลบทสวดต่าง ๆ ด้วยภาษาสมัยใหม่ เราคิดว่าเรื่องนี้มีผลต่อ ความรู้ความเข้าใจพุทธศาสนาในสังคมเราเป็นอย่างมาก เสียดายชีวิตหนึ่งนี่เราใช้เวลาฟังสวดกันตั้งเยอะ แต่เหมือนฟังเพลงภาษาที่เราไม่รู้จัก ได้แต่ทำนองไม่ได้เนื้อหา

สีฝุ่นกลับไปเป็นเด็กไม่ดูโทรทัศน์ (รวมถึงมือถือต่าง ๆ )
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อันหนึ่งก็น่าจะเป็นเรื่อง เราตกลงที่จะงดให้สีฝุ่นดูทีวีและเจอมือถืออย่างจริงจัง สืบเนื่องมาจากมีคนทักและทำให้เราสังเกตว่าสีฝุ่นชอบหลับตาหยี กระพริบตา เป็นบางช่วงเวลา เลยค้นอากู๋ดู เค้าว่ามีหลายสาเหตุ บ้างก็ว่าอาการเครียด บ้างก็ว่าเป็นปัญหาสายตา คุยไปคุยมา พ่อกับแม่ก็เลยเสียสละความสบายส่วนตัว (ที่มีเวลานั่งกินข้าว ทำงานโดยไม่ถูกกวน) ด้วยการไม่ให้สีฝุ่นดูทีวีและจอมือถืออย่างเด็ดขาด บอกสีฝุ่นว่าสีฝุ่นตาไม่ดี ก็ไม่เห็นสีฝุ่นโวยวายอะไรนะ กลายเป็นเลิกเฉย ๆ ประมาณว่าอยู่ดี ๆ ก็ไม่ได้เปิดให้ดู เวลาพ่อใช้มือถือก็อยากดูบ้าง แต่ไม่ให้ดูจอ เพราะตอนเอาให้ดูก็สังเกตว่าเอาไปใกล้ตาอยู่ เราก็ปล่อยคิดว่านิดหน่อย แต่พอเราเอาไปใกล้ตาเราเองมาก ๆ โอ้ ก็มีผลเหมือนกันนะ สุดท้ายเลยหยุดสนิทไปได้ อาทิตย์กว่าแล้วมั้ง
ประเด็นเรื่องการดูทีวีนี่ เราคุยกันบ่อย ช่างใจกลับไป กลับมา ต่อสู้กับความสบายของตัวเองก็เยอะ อ่านจากมุมมองของคนอื่น ๆ หนังสือต่าง ๆ คือเราไม่กลัวประเด็นว่าเป็นกิจกรรมนั่งเฉย ๆ ไม่ได้ออกกำลังกายเลยนะ ละแวกบ้านเรามีที่ให้วิ่งเล่น มีสนามเด็กเล่น คิดว่าก็ให้ทั้งดูทีวี ให้ทั้งวิ่งเล่นมากมาย ก็ไม่เป็นปัญหาเลย แต่ข้อที่ทำให้เราคิดหนักและเลิกจริง ๆ มี 2 เรื่องนี่แหละ คือสุขภาพสายตา คืออันนี้เราให้ลูกดูทีวีห่างก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหา แต่สงสัยบางช่วงให้ดูจอมือถือด้วย เลยคิดว่าเริ่มมีผล เราก็ไม่รู้หรอกว่ามีปัญหาสายตาหรือเปล่าขนาดไหน แต่จากที่ให้งดมาดูว่าจะกระพริบน้อยลง จนแทบหายไปละ ระหว่างนี้ก็มีให้ดูตัวเลขไกล ๆ บ้างก็บอกได้ว่าเลขอะไร เลยคิดว่ายังไม่ได้ส่งผลอะไรมากและถ้ามีน่าจะฟื้นฟูได้ทัน ดูสิคิดจะหา Ipad มาส่งเสริมพัฒนาการลูกและบันเทิงตัวเองคงได้พับไป....
อีกประเด็นสำคัญก็คือ เราอ่านเจอจากหนังสือ คุณคือครูคนแรกของลูกว่า ทีวีและของเล่นที่มีรูปลักษณ์ตายตัว อย่างตุ๊กตาที่หน้าตาเหมือนสัตว์เปะ ๆ รถยนต์ของเล่นที่ลดขนาดลงมา ทำให้จิตนาการและความสามารถในการเล่นของเด็กลดลง อันนี้นี่เราว่าเรื่องใหญ่ไม่แพ้กันเลย มันสำคัญสำหรับอนาคต หากเราต้องการโฮมสกูคลูกมาก ๆ คือในหนังสือยกตัวอย่างเด็กที่ไม่ได้ดูทีวีว่าสามารถหยิบจับดัดแปลงอะไรอะไรมาเล่นได้มากมายและเป็นเวลานาน ขณะที่เด็กที่ดูทีวีมากและเล่นแต่ของเล่นที่มีรูปลักษณ์ตายตัวนี่จะเล่นไม่เป็น คือไม่รู้จะเล่นอะไร ในหนังสือเค้าเล่าว่าที่เล่นไม่เป็นนั่งเบื่ออยู่ครึ่งวันแต่พอมีเด็กที่เลี้ยงแบบวอลดอร์ฟมาเล่นด้วย นี่เด็กวอลดอร์ฟพาหยิบโน้นแปลงนี้เล่นละครกันสนุกสนานโดยไม่กวนพ่อแม่เลย จากที่สังเกตดูเราว่าเค้าเขียนได้ตรงนะ ได้อ่านอย่างนี้นี่เรากระโดดโย่งเลย ขืนปล่อยให้ลูกขาดจินตาการนี่จะแย่ ถ้าโตขึ้นแล้วเค้าเล่นเองไม่ค่อยได้ คงได้มาเกาะแกะเราเกินควรแน่เลย เราคิดว่าพ่อกับแม่ในยุคนี้ก็ขาดจินตนาการและความสามารถในการเล่นเหมือนกัน เราต้องพยายามอย่างมากที่จะสร้างสรรค์อะไรมาเล่นกับลูก พอสังเกตคนอื่นดูก็พบว่า หลาย ๆ คนที่บ่นหรือรีบส่งลูกเข้าโรงเรียนก็เพราะไม่รู้จะเล่นอะไรกับลูก หรือรู้สึกว่าลูกดูแต่ทีวีเยอะไป สุดท้ายก็รู้สึกว่าโรงเรียนพัฒนาเด็กได้ดีกว่า ก็ส่งเข้าโรงเรียน ทุกวันนี้เราเลยตั้งเป้าว่าจะทำของเล่นกันเองให้ได้อย่างน้อยวันเว้นวัน (ได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน) นี่บางส่วนที่ทำมาแล้วดูที่ส่วนท้ายบทความนะครับ 
 
ข้อคิดเห็นสำหรับประเด็นทีวีนี้เราก็ยังยอมรับอยู่ว่า มันได้บางอย่างมา แต่ก็เสียบางอย่าง คือเค้ารู้จักเรียนรู้อะไรเหมือน ๆ กับมีคนมาสอนได้สนุกจริง ๆ ร้องเพลงอะไรได้ จำรู้จักตัวอักษร ได้สำเนียงภาษาอังกฤษ รู้จักโน้นนี่นั้น ก็เพราะทีวี แต่คงต้องจำกัดหรือดูช่วงอายุละเอียดมากหน่อย เราว่าเราเริ่มเร็วไปหน่อย เราเห็นตามที่หนังสือชี้ประเด็นนะ คือช่วงก่อนหน้านี้ที่สีฝุ่นเริ่มพูด จะพูดแต่ชื่อตัวละครหรืออะไรที่เห็นจากทีฝุ่น สำเนียงหรือประโยคบางอย่างก็เอามาจากเรื่องที่ดูเยอะเลย ทุกวันนี้ก็สมมุติตัวเองเป็น Kiki (จากเรื่อง kiki deliverly) วันก่อนเพื่อนรุ่นเดียวกันถาม “ไปไหน” สีฝุ่นชี้ตัวเองแล้วบอกว่า Kiki -*-
เราเคยเห็นประเด็นโต้แย้งและสังเกตจากการบ้านคนอื่นด้วย เราเคยเห็นบ้านที่เค้าเปิดรายการทีวีดู ดูกีฬา ดูละครอะไร ส่วนลูกก็เล่นอะไรอยู่ตรงนั้นและก็เคยเห็นคนเล่าใน comment ว่าเปิดทีวีเป็น background คือเราว่ามันต่างจากที่เราทำ คือเราเปิดทีวีนี่ไม่ได้ดูเอง ไม่ได้ดูจากรายการทีวี แต่เปิดจาก DVD การ์ตูน หรือสื่อต่าง ๆ คือจงใจให้ลูกดู ดังนั้นนี่ถ้าเปิด 1 ชั่วโมงลูกก็ดู 1 ชั่วโมง ไม่เหมือนกับที่เค้าเปิดเป็น background คือเปิดแบบนั้นเราก็เห็นว่าเด็กไม่ได้สนใจตลอด เป็นสิ่งที่เค้าไม่ได้สนใจเค้าก็เดินไปเดินมาเล่นอย่างอื่น (เดาว่าถ้าเป็นละครนี่ถ้าถึงเวลาตบกัน ลูกก็คงหันควับมาดู) ซึ่งมันไม่เหมือนกันและไม่แน่นใจว่ารายละเอียดต่างกันแบบนี้จะนำไปสู่ข้อดีเสียอะไร
ยังไม่รู้ว่าอีกหน่อยจะเอายังไงกับพวกอุปกรณ์เล่านี้เหมือนกัน (ในมุมมองของเรา ทีวี มือถือ เทปเล็ต เป็นพวกเดียวกัน) ช่วงนี้เราก็ไม่ได้มีงานเยอะ ไม่ต้องเร่งมาก แต่ช่วงปลายปีที่งานเยอะ คงต้องหาวิธีจัดการ....ถึงเวลาค่อยว่ากันอีกที

3 สิงหาคม 2555

*** ใครอยู่เชียงใหม่ ชวนเข้ามาแลกเปลี่ยนหรือหาเพื่อนเล่นให้ลูกที่ได้ที่ครับ group ChiangMai Toddler Homeshool ----> http://www.facebook.com/groups/307246329360790/

ปล.จะเอาอะไรกับจักรยาน....ขณะที่เขียนเสร็จนี่ แม่ปลอกแอปเปิ้ลจานใหญ่มา ยังไม่แบ่งให้พ่อกินเลย -*- 


เอากล่องโต๊ะทำงานใหม่แม่มาทำเมืองสามิติ เล่นได้ไม่นานเท่าไหร่



เอายางในรถจักรยานที่เสื่อมไปเล่นที่สนามเด็กเล่น 


ปีกนางฟ้า เห็นที่ร้านราคาตั้ง 200 บาท -*- พ่อทำให้หนูแล้วขอเอาเงินไปซื้อ flash drive แทนนะ 

Posted in ไม่มีหมวดหมู่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง